แก่ แต่ ไม่แก่ | EP.1 คิดแบบ Recursive Thinking
สมัยเด็กๆ ผมชอบที่จะค้นโน้นค้นนี่ไปทั่วบ้าน ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นกำลังค้นหาอะไร อาจเป็นเพราะโลกในวัยเด็กยังเต็มไปด้วยความลึกลับ และทุกสิ่งที่อยู่ในบ้านล้วนดูน่าสนใจไปหมด ของบางอย่างที่ผู้ใหญ่มองว่าไม่มีอะไร เด็กอย่างผมกลับอยากรู้ว่ามันคืออะไร เอาไว้ทำอะไร และข้างในมีอะไรซ่อนอยู่
จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมก็ได้พบกับสิ่งที่คิดว่าเป็น ขุมทรัพย์โบราณ มันคือหีบสีดำขนาดใหญ่ รูปร่างเหมือนหีบสมบัติที่เราเคยเห็นในหนังโจรสลัด และเมื่อผมเปิดฝาหีบขึ้นมา สิ่งที่อยู่ข้างในกลับเป็นมหาสมบัติจริงๆ
แต่ไม่ใช่ทองคำ เพชรพลอย หรืออัญมณี มันคือ…
หนังสือ
หนังสือเต็มหีบไปหมดเลยครับ มีอยู่หลากหลายเรื่องราว คาดว่าน่าจะเป็นหนังสือที่คุณพ่อของผมเก็บสะสมเอาไว้ และสำหรับเด็กคนหนึ่งที่มีเวลาเหลือเฟือ หนังสือทั้งหีบนั้นก็กลายเป็นโลกใบใหม่ที่ผมสามารถเข้าไปสำรวจได้โดยไม่มีใครมาบอกว่าต้องอ่านเล่มไหนก่อน
ผมใช้เวลาว่างในวัยเด็กนั่งอ่านหนังสือที่กองอยู่ในหีบนั้นอย่างสนุก และถ้าถามว่าหนังสือประเภทไหนที่ผมชอบอ่านมากที่สุด มีอยู่สามเรื่องครับ
เรื่องแรกคือ สุขภาพ โดยเฉพาะหนังสือที่อธิบายเรื่องสารอาหาร ว่าอาหารแต่ละชนิดให้อะไรกับร่างกาย มีสารอาหารอะไรอยู่ในนั้น และสารอาหารเหล่านั้นมีหน้าที่อย่างไร
เรื่องที่สองคือ นิยาย ทั้งนิยายที่เป็นหนังสือรูปเล่ม และนิยายในรูปแบบนิตยสารหรือวารสาร
ส่วนเรื่องที่สามคือ เทคโนโลยี โดยเฉพาะหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่อธิบายวิธีต่อวิทยุและเครื่องเสียงด้วยหลอดสูญญากาศ เพราะคุณพ่อของผมสมัยนั้นเป็นทหารสื่อสารนั่นเอง จึงมีหนังสือประเภทนี้อยู่ไม่น้อย
เมื่อย้อนกลับไปมองชีวิตตัวเองจากวันนี้ ผมจึงพบว่า สิ่งที่อยู่ในหีบใบนั้นเหมือนกับการวางเมล็ดพันธุ์บางอย่างเอาไว้ในตัวผมตั้งแต่เด็ก
สุขภาพ นิยาย และเทคโนโลยี
และทั้งสามอย่างนั้นยังติดตัวผมมาจนถึงทุกวันนี้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ยุคนี้ถามผมว่า หากอยากสร้างแรงบันดาลใจให้ลูก ควรทำอย่างไร ผมอาจตอบแบบง่ายๆ ว่า…
ลองหาหีบที่มีรูปร่างเหมือนหีบสมบัติมาสักใบ แล้วเอา “มหาสมบัติ” ของคุณใส่ไว้ในนั้น มหาสมบัติที่ผมหมายถึงไม่ใช่ทองคำครับ มันคือ หนังสือ
ปล่อยให้ลูกของคุณเป็นคนรื้อค้นเอง เปิดอ่านเอง และค้นพบโลกของเขาเอง คุณอาจได้เห็นพัฒนาการของเขาในแบบที่คุณคาดไม่ถึงก็ได้
เพราะบางครั้งเราไม่รู้หรอกว่า หนังสือหนึ่งเล่มที่เด็กหยิบขึ้นมาอ่านเล่นๆ ในวันนี้ จะกลายเป็นแรงบันดาลใจอะไรในชีวิตของเขาอีกหลายปีข้างหน้า
![]() |
เมื่อผมเติบโตขึ้น แรงบันดาลใจเหล่านั้นก็ยังติดตัวผมมา ด้านเทคโนโลยี ผมเลือกเรียนสาขาอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนจะเรียนต่อด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ หลังจากเรียนจบ ผมก็ได้ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ และการทำงานกับคอมพิวเตอร์ทุกวัน ก็ทำให้ผมกลายเป็นคนที่คุ้นเคยกับ ตรรกะ โดยธรรมชาติ
โปรแกรมเมอร์ไม่สามารถบอกคอมพิวเตอร์ว่า “เอาเป็นว่าทำแบบนี้ก็แล้วกันนะ น่าจะดี” คอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจคำว่า “น่าจะ”
มันต้องมีเงื่อนไข มีเหตุผล มีลำดับการทำงาน และมีผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กับ Input
การคิดแบบนี้ค่อยๆ ซึมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดของผมโดยไม่รู้ตัว และเมื่อเวลาผ่านไป ผมก็พบว่า ตรรกะแบบเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้กับเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุดได้ นั่นคือ…
ร่างกายของเราเอง
ผมเริ่มนำวิธีคิดแบบโปรแกรมเมอร์มาใช้กับการดูแลสุขภาพของตัวเอง สังเกต เปรียบเทียบ ค้นข้อมูล ทดลอง แล้วกลับมาปรับใหม่
ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจสำหรับผม
หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วตรรกะที่ผมใช้ในการดูแลสุขภาพคืออะไร? เพราะทุกวันนี้มีอินฟลูฯ ด้านสุขภาพอยู่เต็มไปหมด และแต่ละคนก็มักมีเหตุผลของตัวเองว่า วิธีของตัวเองดีที่สุด
ใช่ครับ… ตรรกะของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ตรรกะที่ผมใช้บ่อยมากที่สุดอย่างหนึ่งคือ สิ่งที่ผมคุ้นเคยจากการเขียนโปรแกรม มันคือ Recursive Thinking
สำหรับโปรแกรมเมอร์ Recursive คือเทคนิคที่ฟังก์ชันสามารถเรียกใช้ตัวมันเองซ้ำๆ เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ โดยแบ่งปัญหาออกเป็นปัญหาย่อยๆ ที่มีรูปแบบเดียวกัน และที่สำคัญ ต้องมี Base Case หรือจุดหยุด เพื่อป้องกันไม่ให้โปรแกรมทำงานวนไปไม่รู้จบ
ถ้าอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายๆ ผมชอบเปรียบมันเหมือนกับการค้นหา Folder ในคอมพิวเตอร์ เมื่อคุณเปิด Folder หนึ่ง ข้างในนั้นอาจมีอีก Folder เมื่อคุณเปิดเข้าไป ข้างในนั้นก็มีอีก Folder คุณเปิดต่อไปเรื่อยๆ ระหว่างทางคุณจะพบข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังค้นหา และข้อมูลเหล่านั้นก็กลายเป็น Input สำหรับการค้นหาในชั้นต่อไป
จนกระทั่งคุณพบสิ่งที่ต้องการ จากนั้นระบบก็ Return กลับออกมาเป็นชั้นๆ สิ่งที่ผมชอบในวิธีคิดนี้คือ เราไม่ได้กำหนดคำตอบเอาไว้ล่วงหน้า เราไม่ได้บอกว่า “ฉันชอบคำตอบนี้ เพราะฉะนั้นช่วยหาวิธีพิสูจน์ว่ามันถูกให้หน่อย”
แต่เราตั้งโจทย์ก่อน แล้วเดินเข้าไปหาคำตอบ นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามนุษย์ทำได้ยากกว่าที่คิด เพราะมนุษย์มักมีความชอบเป็นศูนย์กลาง
เราชอบอะไร เราก็พยายามหาเหตุผลสนับสนุนสิ่งนั้น เราชอบกินอาหารบางประเภท เราก็จะพยายามหาว่าอาหารนั้นดีอย่างไร
เราชอบวิถีชีวิตแบบหนึ่ง เราก็จะพยายามหาหลักฐานมาสนับสนุนวิถีชีวิตนั้น
แต่ผมพยายามทำตรงกันข้าม ผมไม่ได้เอาความชอบเป็นจุดเริ่มต้น ผมเอา โจทย์ เป็นจุดเริ่มต้น แล้วค่อยๆ ปล่อยให้ข้อมูลระหว่างทางพาผมไปหาคำตอบ
![]() |
ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือเรื่องสุขภาพ ถ้าผมตั้งโจทย์ว่า “ทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นมะเร็ง?” นี่เป็นโจทย์ที่ใหญ่มาก และดูเหมือนจะไม่มีคำตอบง่ายๆ
เราไม่สามารถรับประกันได้ว่าใครจะไม่เป็นมะเร็งตลอดชีวิต มะเร็งเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของเซลล์และการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามกระบวนการของชีวิต
เราอาจไม่สามารถควบคุมทุกตัวแปรได้ แต่ผมไม่คิดว่า นั่นหมายความว่าเราควรยกมือแล้วบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องทำอะไรแล้วกัน”
ผมจึงลองเดินเข้าไปใน Folder ต่อไป
ถ้าตั้งสมมติฐานว่า สิ่งแวดล้อมภายในร่างกาย เป็นหนึ่งในตัวแปรล่ะ?
ร่างกายของเราก็เปรียบเสมือนระบบนิเวศที่มีสิ่งแวดล้อมของตัวเอง แล้วถ้าสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นไม่ดี… ร่างกายมีวิธีรับมือกับมันอย่างไร?
เมื่อผมเดินเข้าไปใน Folder นี้ต่อ ก็พบกับสิ่งที่น่าสนใจอย่างมากอีกด้านหนึ่ง พืชไม่สามารถเดินหนีสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีได้ แดดแรงก็ต้องอยู่ตรงนั้น มลพิษก็ต้องรับอยู่ตรงนั้น แมลง เชื้อโรค หรือความเครียดจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็หนีไปไหนไม่ได้
ดังนั้น ตลอดวิวัฒนาการ พืชจึงสร้างสารประกอบหลากหลายชนิดขึ้นมาเพื่อช่วยให้ตัวเองรับมือกับสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น ที่ปรับเปลี่ยนไปในแต่ละยุค หนึ่งในนั้นคือกลุ่มสารที่เราเรียกว่า สารพฤกษเคมี หรือ ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients)
และเมื่อมองย้อนกลับมาที่เซลล์ในร่างกายเรา ผมก็พบความคล้ายคลึงบางอย่าง เซลล์ของเราก็เดินหนีไม่ได้เช่นกัน มันถูกตรึงอยู่ในร่างกาย ต้องอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เราสร้างให้มันจากสิ่งที่นำเข้าสู่ร่างกายทุกวัน อากาศที่เราหายใจ อาหารที่เรากิน น้ำที่เราดื่ม
หากสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นไม่ดี เซลล์ก็ไม่มีทางลุกขึ้นแล้วพูดว่า “พาฉันออกไปจากที่นี่ที!” มันทำได้เพียงรับมือกับสิ่งที่เราส่งเข้าไปแบบเงียบๆ
แน่นอน ร่างกายมนุษย์มีระบบป้องกันและซ่อมแซมของตัวเอง แต่ประสิทธิภาพเหล่านั้น เพียงพอสำหรับโลกยุคปัจจุบันหรือไม่? นั่นนำมาซึ่งคำถามต่อไปของโจทย์นี้
หากพืชสร้างสารประกอบหลากหลายชนิดเพื่อรับมือกับสิ่งแวดล้อมที่มันหลีกหนีไม่ได้ ที่ปรับเปลี่ยนไปในแต่ละยุค แล้วเราจะสามารถนำสารเหล่านั้นจากพืช มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือของเซลล์ในร่างกายเรา จากสิ่งแวดล้อนอันโหดร้ายในโลกปัจจุบันนี้ ได้หรือไม่?
![]() |
แต่ทั้งหมดที่ผมเล่ามานี้… เป็นเพียงหนึ่งบทของการ Debug ร่างกายเท่านั้น เพราะเมื่อผมเริ่มมองร่างกายด้วยวิธีคิดแบบเดียวกับที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม ผมก็พบว่า…
ร่างกายของมนุษย์ยังมีอะไรอีกมากมายให้ค้นหา เรามีทั้งเรื่องอาหาร การใช้ร่างกาย การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การพักผ่อน การนอน และแม้แต่สิ่งที่เราทำอยู่ตลอดเวลาโดยแทบไม่เคยตั้งคำถาม… การหายใจ
ตลอดวิวัฒนาการที่ผ่านมา มนุษย์ใช้ร่างกายไปตามสัญชาตญาณ เราเดิน เราวิ่ง เรายกของ เรานั่ง เรานอน เราหายใจ เราใช้ชีวิตไปโดยแทบไม่เคยเปิดคู่มือของร่างกายขึ้นมาอ่าน
แต่ถ้าร่างกายของเรามีคู่มือจริงๆ ล่ะ? ถ้ามีวิธีใช้ร่างกายที่สอดคล้องกับหลักชีววิทยามากขึ้น? ถ้าเราสามารถกลับไปตั้งคำถามกับสิ่งที่เราทำเป็นประจำทุกวัน แล้วทดลองดูว่า…
มีวิธีไหนที่ทำให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้นหรือไม่?
คู่มือนี้อาจไม่ใช่ตำราที่บอกว่า… “ทำแบบนี้แล้วคุณจะไม่มีวันแก่” เพราะผมเองก็ยังแก่ อายุของผมยังเพิ่มขึ้นทุกปี แต่สิ่งที่ผมกำลังพยายามทำ… คือเรียนรู้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่กับร่างกายที่มีอายุมากขึ้นอย่างไร โดยพยายามไม่ปล่อยให้ความเสื่อมเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
ผมรวบรวมสิ่งที่ตัวเองได้อ่าน ได้ตั้งคำถาม ได้ทดลอง ทั้งหมดถูกนำมาร้อยเรียงไว้ในซีรีส์นี้ ที่มีทั้งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การตั้งสมมติฐาน และประสบการณ์จากการทดลองกับร่างกายของผมเอง
คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกอย่างที่ผมเขียน ตรงกันข้าม… ผมอยากให้คุณตั้งคำถามกับมันด้วยซ้ำ เพราะนั่นคือวิธีเดียวกับที่ผมใช้มาตลอด
ตั้งคำถาม หาคำตอบ ทดลอง สังเกตผล แล้วนำผลลัพธ์เหล่านั้นกลับไปตั้งคำถามใหม่
เหมือนโปรแกรมที่ได้รับการแก้ไขจากเวอร์ชันหนึ่ง…ไปสู่อีกเวอร์ชันหนึ่ง จนกลายเป็นร่างกายของผมในวันนี้
และบางที… ถ้าคุณเดินทางไปกับผมจนจบซีรีส์นี้ คุณอาจไม่ได้ค้นพบวิธีที่จะ “ไม่แก่” แต่คุณอาจได้พบวิธีบางอย่าง… ที่จะทำให้คุณรู้จักร่างกายของตัวเองมากขึ้น
และนั่น อาจทำให้คุณค้นพบว่า คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่า ตัวเองกำลังแก่ลงไปพร้อมกับตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้น
ส่วนผมน่ะหรือครับ? จนถึงวันนี้…ปี 2569
57 ปีแล้ว
แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าเรียกผมว่า
“ลุง”
และนี่คือบันทึกเรื่องราวการดูแลสุขภาพทั้งหมดที่ผมรวบรวมมา… บันทึกที่ทำให้ผม
แก่…แต่…ไม่แก่
![]() |
คู่มือ ✧˖° อัปเกรดชีวิต






