กิน อยู่ ฟิต | ตอนที่ 9 นัตโตะ – Vitamin K2 MK-7
ในช่วงทศวรรษ 1990 นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ในญี่ปุ่นเริ่มสังเกตเห็นปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดทางสถิติ ซึ่งต่อมาได้ถูกอธิบายและเรียกขานในวงกว้างว่า “ปริศนาโรคกระดูกพรุนของญี่ปุ่น” (The Japanese Osteoporosis Paradox)
นักวิจัยเริ่มทำแผนที่ประเทศญี่ปุ่น และพบว่า:
🔵 เขตตะวันออก (เช่น โตเกียวและพื้นที่คันโต): เป็นพื้นที่ที่นิยมบริโภค นัตโตะ สูง โดยเฉพาะในชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก
🔵 ผลลัพธ์: ผู้หญิงในพื้นที่นี้มีอัตราการเกิด กระดูกสะโพกหัก และปัญหาเกี่ยวกับกระดูกพรุน ต่ำกว่า กลุ่มที่กินนัตโตะน้อยมากในพื้นที่อื่น ๆ (เช่น เขตคันไซ/คิวชู)
มันเหมือนกับว่าคนในพื้นที่ที่กินถั่วหมักเหนียว ๆ “มีเกราะป้องกันกระดูกที่ดีกว่า!”
นักวิทยาศาสตร์จึงเริ่มตั้งคำถามว่า: อะไรคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนัตโตะ ที่ทำให้กระดูกของคนเหล่านี้แข็งแรง?
🔵 พวกเขาพุ่งเป้าไปที่ กระบวนการหมัก นัตโตะ เพราะถั่วเหลืองธรรมดาไม่มีผลลัพธ์แบบนี้ และพบว่าฮีโร่ตัวจริงไม่ใช่ตัวถั่วเอง แต่เป็น แบคทีเรีย ที่ใช้ในการหมัก นั่นคือ บาซิลลัส ซับทิลิส (Bacillus subtilis)
🔵 แบคทีเรียนี้คือ โรงงานเคมีขนาดเล็ก ที่ทรงพลัง! มันจะผลิตวิตามิน K รูปแบบที่ลึกลับและมีประสิทธิภาพสูงกว่า นั่นคือ วิตามิน K2 ชนิด MK−7 ขึ้นมาในปริมาณมหาศาล ระหว่างกระบวนการหมัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ถั่วเหลืองธรรมดาไม่มี
การค้นพบ K2 MK−7 จากนัตโตะเป็นการเปิดโลกใหม่ นักวิจัยชาวญี่ปุ่นพบว่า K2 MK−7 มีหางที่ยาวกว่า ทำให้มัน:
🔵 อยู่ในกระแสเลือดได้นานขึ้น (มีครึ่งชีวิตที่ยาวนานกว่า K2 MK-4 มาก)
🔵 ออกฤทธิ์ใน “เนื้อเยื่อเป้าหมาย” เช่น กระดูกและผนังหลอดเลือดได้มีประสิทธิภาพมากกว่า
พวกเขาค้นพบว่า K2 ทำหน้าที่เป็น “ตำรวจจราจรควบคุมแคลเซียม” ในร่างกาย:
🔵 สั่งการ ➜ K2 กระตุ้นโปรตีนที่ชื่อ Osteocalcin เพื่อดึงแคลเซียมเข้าสู่กระดูก (สร้างกระดูกใหม่)
🔵 ป้องกัน ➜ K2 กระตุ้นโปรตีนที่ชื่อ MGP (Matrix Gla Protein) เพื่อ ขจัดแคลเซียม ออกจากผนังหลอดเลือดและเนื้อเยื่ออ่อน (ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน)
การค้นพบนี้ช่วยอธิบายได้ทั้ง กระดูกที่แข็งแรง และ สุขภาพหัวใจที่ดี ของชาวญี่ปุ่นที่กินนัตโตะในพื้นที่นั้นๆ ได้ในคราวเดียว
เรื่องราวของ K2 จึงเป็นเรื่องราวที่น่าทึ่งของภูมิปัญญาอาหารดั้งเดิม ที่ถูกพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และเปิดเผยว่าอาหารเช้าที่มีกลิ่นเหม็นและเหนียวหนืดที่สุดของญี่ปุ่น คือ แหล่งกำเนิดของกุญแจสำคัญสู่การมีอายุยืนยาวและกระดูกที่แข็งแรง นั่นเอง
![]() |
🟡 วิตามิน K2 MK-7 ช่วยให้แคลเซียมไปอยู่ที่กระดูก (ทำให้แข็งแรง) และ เอาแคลเซียมออกจากหลอดเลือด (ป้องกันหัวใจวายและ Stroke) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นปัจจัยสำคัญต่อการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ
![]() |
ขนาดของเม็ดถั่วเหลืองมีผลต่อรสสัมผัส (Texture) และความเข้มข้นของกลิ่น:
🔵 เม็ดเล็ก (Kotsubu/Gokukotsubu): เป็นที่นิยมที่สุดในญี่ปุ่น มีรสชาติและกลิ่น ไม่รุนแรงเท่า เม็ดใหญ่ ทานง่ายกว่า และมีพื้นที่ผิวในการหมักมากกว่า ทำให้จุลินทรีย์สร้าง K2 ได้ทั่วถึง เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น
🔵 เม็ดใหญ่ (Ootsubu): มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มและเต็มปากกว่า แต่มีรสชาติและกลิ่นที่ แรงกว่า มักเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ทานนัตโตะเป็นประจำอยู่แล้ว
นัตโตะที่มีคุณภาพดีจะต้องมี เมือกที่ยืดและเหนียวมาก (เรียกว่า Neba-Neba) ซึ่งบ่งชี้ถึง:
🔵 กระบวนการหมักที่ดี: เมือกนี้คือสาร γ-PGA (Polyglutamic Acid) ซึ่งมาพร้อมกับ K2 และเอนไซม์ Nattokinase
🔵 ความสดใหม่: นัตโตะที่เพิ่งผลิตใหม่ ๆ และเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสมจะมีความเหนียวสูงสุด
แม้ว่านัตโตะทุกชนิดจะมี MK−7 สูงอยู่แล้ว แต่หากคุณกำลังมองหานัตโตะที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเป็นพิเศษ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่ามี K2 (MK-7) สูง หรือระบุว่าผลิตจากถั่วเหลืองที่ไม่ได้ตัดต่อพันธุกรรม (Non-GMO Soybeans)
นัตโตะจะมาพร้อมซองซอสโชยุและมัสตาร์ดเล็ก ๆ คุณควรพิจารณา:
🔵 ความบริสุทธิ์ของซอส: ซอสบางยี่ห้อมีส่วนผสมของ ไข่แดง หรือ ปลาแห้ง เพื่อเพิ่มความอร่อยและลดกลิ่นฉุน (เหมาะสำหรับมือใหม่)
🔵 ซอสที่ไม่มีสารปรุงแต่ง: หากคุณต้องการรสชาติถั่วล้วน ๆ หรือต้องการควบคุมปริมาณโซเดียม ควรเลือกยี่ห้อที่มีซอสโชยุที่บริสุทธิ์ หรือ เลือกที่จะไม่ใส่ซอส ที่ให้มาเลย
หากกังวลเรื่องกลิ่นและรสชาติ ควรเริ่มต้นจาก:
🔵 เลือกยี่ห้อที่ระบุว่า “ทานง่าย” (Mild/Easy to Eat): ยี่ห้อเหล่านี้มักใช้เม็ดเล็ก และมีการปรับกระบวนการหมักให้กลิ่นไม่ฉุนจนเกินไป
🔵 หลีกเลี่ยงนัตโตะที่หมักตามธรรมชาติ (Waratsuto Nattō): คือนัตโตะที่ห่อด้วยฟางข้าว ซึ่งมีกลิ่นที่แรงและดั้งเดิมที่สุด
🔵 ซื้อนัตโตะแบบ “แช่แข็ง”: นัตโตะแช่แข็งที่ยังไม่ละลายจะมีกลิ่นน้อยกว่านัตโตะที่แช่เย็นตามปกติ (แต่ต้องแน่ใจว่าได้ละลายอย่างถูกต้องก่อนทาน)
🔵 ความเย็น: นัตโตะต้องเก็บในตู้เย็นตลอดเวลา เลือกซื้อจากตู้แช่ที่เย็นจัดและมีอุณหภูมิคงที่
🔵 วันหมดอายุ: ตรวจสอบวันหมดอายุ และพยายามเลือกห่อที่ผลิตใหม่ที่สุดเท่าที่จะทำได้
![]() |
🔵 หลักการทำงาน: เอนไซม์ Nattokinase ที่ช่วยสลายลิ่มเลือดในนัตโตะจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อมันอยู่ในกระแสเลือดในช่วงเวลาที่ร่างกายมีความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดสูงที่สุด
🟣 ทานตอนเย็น (มื้อเย็น หรือก่อนนอน 1–2 ชั่วโมง): ตามหลักการแพทย์ญี่ปุ่น ช่วงเวลาที่อัตราการเกิดภาวะหัวใจวายและหลอดเลือดสมองสูงที่สุดคือช่วงเช้ามืด (ระหว่าง 6:00 น. – 12:00 น.) การทานนัตโตะตอนเย็นจะช่วยให้ Nattokinase (ซึ่งมีครึ่งชีวิตประมาณ 8-12 ชั่วโมง) ออกฤทธิ์สูงสุดในช่วงเช้าตรู่ ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นตลอดช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงนี้
🔵 หลักการทำงาน: วิตามิน K2 เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน (Fat-Soluble Vitamin) การดูดซึมจะดีที่สุดเมื่อทานคู่กับไขมัน
🟣 เติมไขมันดี: ผสมไขมันดีลงไปในนัตโตะเล็กน้อย เช่น น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ นอกจากนี้ การทานคู่กับ ไข่แดง (ซึ่งมี MK−4) ก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึม K2 โดยรวม
🟣 หลีกเลี่ยงการกินแบบไม่มีไขมันเลย: การกินนัตโตะเปล่า ๆ หรือคู่กับอาหารที่ไม่มีไขมันอาจทำให้การดูดซึม K2 ลดลง
🔵 หลักการทำงาน: เอนไซม์ Nattokinase เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง และวิตามิน K2 อาจเสื่อมสภาพได้เมื่อสัมผัสกับความร้อนสูงเป็นเวลานาน
🟣 ห้ามปรุงสุก: นัตโตะควรกินแบบ ดิบ หรือ ไม่ผ่านความร้อน การนำไปทอด ผัด หรือต้มจะทำลายเอนไซม์ Nattokinase และลดปริมาณ K2 ลงอย่างมาก
🟣 ผสมหลังข้าวสุก: ควรวางนัตโตะบนข้าวสวยร้อน ๆ (อุณหภูมิที่ยอมรับได้) แต่ห้ามนำไปหุงพร้อมข้าว หรือนำไปประกอบอาหารที่ต้องใช้ความร้อนสูง
นี่คือเคล็ดลับตามวิถีชาวญี่ปุ่น:
🔵 คนให้เยอะ: ก่อนปรุงรสด้วยซอสโชยุ ให้ใช้ตะเกียบคนนัตโตะอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ประมาณ 50 ถึง 100 ครั้ง หรือจนกว่าเมือกจะเปลี่ยนเป็น ฟองสีขาวหนา
🔵 เหตุผล: การคนจะช่วยผสมอากาศเข้าไปในเมือก (γ-PGA) ทำให้ความเหนียวเพิ่มขึ้น และยังเชื่อกันว่าเป็นการกระตุ้นให้เอนไซม์และ K2 ทำงานได้เต็มที่ก่อนการบริโภค
🔵 ปริมาณขั้นต่ำ: ปริมาณนัตโตะ 1 แพ็คเล็ก (≈40 – 50 กรัม) ให้ปริมาณ K2 ในรูปแบบ MK−7 สูงกว่าที่ร่างกายต้องการต่อวันแล้ว (≈300–1000μg)
🔵 ความถี่: การทาน วันละ 1 แพ็ค เป็นประจำทุกวัน ถือเป็นปริมาณที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการช่วยลดระดับ ucOC (โปรตีนกระดูกที่ยังไม่ถูกกระตุ้น) และช่วยป้องกันภาวะหลอดเลือดอุดตันในระยะยาว
ผู้ที่กำลังรับประทาน ยาวาร์ฟาริน (Warfarin) หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากวิตามิน K1 และ K2 มีบทบาทในการแข็งตัวของเลือด ซึ่งอาจขัดขวางการทำงานของยาได้
คู่มือ ✧˖° อัปเกรดชีวิต





