พันธุกรรมรักนิรันดร์ | บทที่ 5 เทโลเมอเรสในคำสัญญาที่ไม่สิ้นสุด


เขา…พันธุกรรมอมตะที่ถูกกำหนดให้มีคู่ได้เพียงหนึ่งเดียว เธอ…นักพันธุศาสตร์ผู้ไขปริศนาความเป็นอมตะผ่าน ‘เลือด’— สู่บทพิสูจน์ความรักข้ามสายพันธุ์ที่เดิมพันด้วยชีวิต เมื่อเงื่อนไขของการเป็นอมตะคือ ต้องมีรักแท้ต่อกันเท่านั้น

พันธุกรรมรักนิรันดร์ | Eternal Love Genetics

บทที่ 5 เทโลเมอเรสในคำสัญญาที่ไม่สิ้นสุด


ภายในคฤหาสน์ขาว – ห้องรับรองชั้นล่าง ก่อนเริ่มพิธี

ม่านขาวบางปลิวไหวแผ่วเบาตามสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างบานใหญ่

แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านกระจกใส แตกกระจายเป็นละอองทองไปทั่วห้อง

บรรยากาศเงียบสงบ… แต่กลับแฝงไว้ซึ่งความตื่นเต้นของใครบางคน

มินตรากำลังช่วยจัดชายเวลของเอวาราให้เข้าที่

“โอเค เรียบร้อย… เจ้าสาวของเราสวยจนเหมือนหลุดมาจากเทพนิยายเลยรู้ตัวมั้ย”

เอวารามองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก ก่อนถอนหายใจยาวช้า ๆ 

“…ฉันยังไม่ทันตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ”

มินตราหันมามองเธอในกระจกด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“ใช่! ฉันก็กำลังจะถามอยู่พอดีว่า… ทำไมต้องจัดงานกระชั้นขนาดนี้?”

เอวาราเม้มปากแน่นเล็กน้อย แล้วเผยยิ้มบาง ๆ ราวกับคนที่ไม่รู้จะตอบอย่างไร

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เขา…คุณพันธุกาล เขารีบร้อนมาก เหมือนกลัวว่าถ้าไม่จัดวันนี้… จะไม่มีวันได้จัดเลยน่ะ”

มินตราขมวดคิ้วเล็ก ๆ พร้อมหัวเราะขำ

“โอ๊ย ตั้งแต่วันที่เธอตอบรักเขาไป มันแค่เมื่อวานซืนเองนะ!”

เอวาราหัวเราะเบา ๆ ราวกับเหนื่อยใจ

“อืม… ตั้งแต่ที่ฉันได้พบเขา ก็แค่… 5 วันเองนั่นแหละ”

มินตราเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ

มองหน้าเพื่อนรักอย่างนิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจือความห่วงใย

“…แล้วเธอตื่นเต้นมั้ย?”

เอวาราสูดลมหายใจเข้าลึก

หัวใจเธอเต้นแรงอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งที่เธอคือผู้หญิงที่เคยยืนบนเวที DET Talk พูดกับผู้คนเป็นร้อยด้วยความมั่นใจ

แต่ตอนนี้…

เธอกำลังจะเดินเข้าสู่ ‘พิธีแต่งงาน’ กับชายผู้ที่อ้างว่า… ‘มีชีวิตมาแล้วพันปี’

สุด ๆ เลยแก… มันเร็วมาก เร็วแบบ… ฉันยังไม่ทันได้กลัวเลยด้วยซ้ำ


เสียงนาฬิกาโบราณในโถงคฤหาสน์ ดังขึ้นเบา ๆ “ติก… ต็อก… ติก… ต็อก”

มินตราจูงมือเอวาราเดินช้า ๆ ออกจากคฤหาสน์

ประตูบานคู่เปิดออก แสงแดดอุ่นส่องกระทบม่านขาวบางที่ปลิวไสว กลายเป็นภาพที่งดงามราวกับความฝัน

สวนหน้าคฤหาสน์ขาว 

ศาลากลางสวนถูกประดับด้วยม่านขาวและดอกไม้ที่ดูเหมือนเพิ่งเก็บมาจากดินแดนแห่งเทพนิยาย

ที่นั่งแขกเรียงสองข้างพรมขาวที่ทอดยาวมาถึงศาลา

มีเพียงไม่กี่แถว แต่เพียงพอสำหรับเพื่อนสนิทไม่กี่คน และเพื่อนอมตะทั้งเจ็ดที่ยังอยู่จากเมื่อคืน

กลุ่มเพื่อนของเอวารานั่งอยู่แถวด้านซ้าย

สายตามองตามหญิงสาวในชุดเจ้าสาวอย่างตื่นตะลึง

มันดูเหมือนฉากในภาพยนตร์มากกว่าความเป็นจริง

เสียงเพลงเปียโนบรรเลงเบา ๆ จากลำโพงที่ซ่อนไว้ใต้ไม้พุ่ม ราวกับเสียงจากอีกโลกหนึ่ง

มินตราค่อย ๆ จูงเอวาราเดินไปตามพรมสีขาวที่ตัดกับสนามหญ้าสีเขียว

ดวงตาแดงก่ำของมินตรามีรอยยิ้มเต็มใบหน้า

รอยยิ้มที่มาจากหัวใจที่กำลังส่งเพื่อนรักเข้าสู่ปาฏิหาริย์ของความรัก

“ขอให้เธอมีความสุขที่สุดในโลกนะเอวา” เธอกระซิบเบา ๆ “ไม่สิ…สุขที่สุดในหลายพันปีเลยก็ได้”

เอวารายิ้มตอบทั้งน้ำตา

มือที่จับช่อดอกไม้สั่นน้อย ๆ แต่มั่นคง

พันธุกาลยืนรออยู่ใต้ซุ้ม ในชุดสูทสีเทาดำตัดเย็บเนี้ยบ

วันนี้เขาไม่ใช่ชายผู้เงียบขรึมดังเคย แต่เป็นชายที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมจากข้างใน

ดวงตาของเขาทอประกายอ่อนโยน ราวกับมองเห็นแสงแรกของโลก

…แววตาคู่นั้นจับจ้องมายังเธอไม่วางตา

เหมือนโลกทั้งใบไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าเธออีกแล้ว

เมื่อเดินมาถึง

มินตราส่งมือของเอวาราให้พันธุกาล

เขารับมือเธอไว้เบา ๆ และสบตาเธออย่างลึกซึ้ง

ทั้งคู่ยืนอยู่เคียงกัน ใต้ศาลาที่เรียบง่าย แต่อบอุ่นที่สุดในโลก

บาทหลวง ในชุดคลุมขาวเดินออกมากลางศาลา

“เรามารวมตัวกันในวันนี้ เพื่อเป็นพยานต่อคำสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ระหว่างชายหญิง ที่จะมอบชีวิตทั้งหมดให้แก่กันและกัน…”

คำกล่าวของบาทหลวงดำเนินต่อไปอย่างนุ่มนวล

เสียงนกร้องเป็นระยะ ราวกับธรรมชาติกำลังเฉลิมฉลองด้วย

บาทหลวงหันไปยังพันธุกาล

“คุณพันธุกาล วาเลนสไตน์ ท่านรับด็อกเตอร์เอวารา เกนธร เป็นภรรยาในชีวิตนี้และตลอดนิรันดร์หรือไม่”

พันธุกาลมองตาเธอแน่วแน่ ก่อนจะตอบด้วยเสียงต่ำ ลึก และมั่นคง

ผมสัญญาว่า ผมจะอยู่ข้างคุณเสมอ ในทุกฤดู ทุกเช้า และทุกค่ำคืน จนวันสุดท้ายของชีวิตคุณ…หรือผม …และหากมีวันพรุ่งนี้หลังจากนั้น ผมก็จะอยู่ตรงนั้น เช่นกัน

บาทหลวงหันไปยังเอวารา

“คุณเอวารา เกนธร ท่านรับคุณพันธุกาล วาเลนสไตน์ เป็นสามีในชีวิตนี้และตลอดไปหรือไม่”

เธอจ้องมองดวงตาคู่นั้น ตาที่เหมือนบันทึกห้วงเวลาไว้อย่างลึกซึ้ง ก่อนจะยิ้มและตอบ

“ฉันไม่รู้ว่าความรักเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ไม่รู้ว่ามันใช้เหตุผลแบบใดมาอธิบาย ฉันแค่รู้ว่า…เมื่อยืนอยู่ตรงนี้ ฉันไม่ต้องการคำตอบอีกต่อไปแล้ว

“คุณคือคนที่ฉันจะเดินไปด้วย ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร คุณคือบ้านหลังเดียวของหัวใจฉัน และจากวันนี้…ฉันจะเป็นของคุณ ตลอดไป”

บาทหลวงหลับตาลงช้า ๆ มือทั้งสองข้างประคองคัมภีร์ไว้แนบอก

นิ่งสงบอยู่ครู่หนึ่ง

ราวกับรวบรวมพลังแห่งคำสัญญา ก่อนลืมตาขึ้นสบตาคู่บ่าวสาว

“โดยอำนาจแห่งพันธสัญญา และต่อหน้าพยานทั้งปวง… ข้าขอประกาศให้ท่านทั้งสอง เป็นสามีภรรยากันอย่างสมบูรณ์

“เจ้าบ่าวสามารถจุมพิตเจ้าสาวได้แล้ว”

พันธุกาลโน้มตัวลงช้า ๆ สองมือประคองใบหน้าเธออย่างอ่อนโยน

ริมฝีปากของเขาสัมผัสเธอเป็นครั้งแรก และในชั่ววินาทีนั้น

…ราวกับเทโลเมอเรส1ได้ยืดช่วงเวลาแห่งรักของทั้งคู่ทอดยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด…

เสียงปรบมือดังกึกก้อง จากแขกทุกคน

บางคนลุกขึ้นยืน บางคนตะโกนว่า “ยินดีด้วย!”

เสียงแก้วไวน์ชนกันเบา ๆ แทรกกลางเสียงหัวเราะ

ธาวินยืนอยู่ใกล้ ๆ ข้างเพื่อนรักของเขา สวมชุดสูทเรียบแต่เท่ ยิ้มกว้างกว่าทุกวันที่เคยยิ้ม

เขาตบบ่าเพื่อนแรง ๆ หนึ่งที แล้วพูดเบา ๆ

“ยินดีด้วยเพื่อน…ในที่สุดนายก็ได้พบดวงใจที่ค้นหามานาน

“นานมาก ๆ”

ธาวินส่ายหน้าพร้อมน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ



ลานสนามหญ้าหลังพิธีแต่งงาน

แสงแดดอ่อนลอดผ่านกิ่งไม้ใหญ่ สาดส่องลงบนโซนนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยบรรยากาศชิล ๆ 

เพื่อนสาวของเอวารา — พลอย, แพร, วรรณ และอิงฟ้า — ยืนจิบไวน์กันอยู่มุมหนึ่งของสวน

เสียงหัวเราะคิกคักปะปนกับคำถามที่เต็มไปด้วยความอยากรู้เรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า

พลอยกระซิบขณะยกแก้วไวน์แดงแนบปาก 

“นี่แก มีใครเคยเห็นหน้าเจ้าบ่าวคนนี้มั่งอ่ะ”

ทุกคนส่ายหน้าพร้อมกัน ราวกับซ้อมกันมาแล้ว

แพรวางแก้วลงเบา ๆ บนโต๊ะใกล้ตัว ก่อนเอ่ยเสียงเบา 

“นั่นสิ ฉันไม่เคยเห็นคู่นี้เค้าเดินควงกันไปไหนมาไหนเลยนะ”

วรรณเบะปากเล็กน้อย ก่อนพูดเบา ๆ แต่ชัดเจน 

“ก็เห็นยัยเอวาโสดสลดมาตลอด พวกเรายังแซวกันเลยว่าแม่นางคานทอง แล้วไหงจู่ ๆ…

“ได้มาแต่งงานกับเศรษฐีเจ้าของคฤหาสน์หลังโตขนาดนี้”

อิงฟ้าทำหน้าตื่น ขณะพูดพลางยกมือแตะแก้มตัวเอง 

“นั่นสิ เค้าไปจีบกันตอนไหนหว่า? แล้วดูสิ โทรมาแจ้งเรื่องงานเมื่อวาน เตรียมชุดแทบไม่ทันเลย!”

ทันใดนั้น สายตาทุกคู่หันไปตามทิศที่พลอยสะกิดชี้

ชายหญิงคู่หนึ่งเดินควงกันมาแบบหวานจนน้ำตาลเรียกพี่

มินตราเดินยิ้มเฉิดฉาย สะบัดผมเบา ๆ ก่อนประกาศเสียงใส 

“นี่พวกแก ฉันขอแนะนำอย่างเป็นทางการ…

“ธาวิน my pretty boy ของชั้น~”

ธาวินยิ้มมุมปาก มือขวาแตะอกก่อนโค้งตัวน้อย ๆ อย่างสุภาพ พร้อมแววตาขี้เล่น

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ท่านสุภาพสตรีทั้งหลาย”

กลุ่มเพื่อนสาวอึ้งไปเล็กน้อย

บางคนเผลอยิ้มแบบไม่รู้ตัว บ้างก็หันไปสบตากันอย่างงง ๆ 

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ…?”

วรรณกับอิงฟ้าหันมากระซิบกันเบา ๆ อย่างพยายามไม่ให้ใครได้ยิน “นี่อีกคู่ ไปจีบกันตอนไหนวะ?” “เงียบเป็นป่าช้า!”

ธาวินหัวเราะเล็กน้อย ก่อนยกคิ้วให้แบบขี้เล่น 

“อ๊ะ สาว ๆ คงยังไม่เคยจิบไวน์ขาวแห่งวาเลนสไตน์ของแท้และดั้งเดิม เดี๋ยวรอแป๊บครับ เดี๋ยวผมมาเสิร์ฟให้ถึงที่

“รับรอง ชิมแล้วจะติดใจจนอยากไปดื่มถึงที่~”

เขาชูสองนิ้วประกอบท่าตลก ก่อนกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังโต๊ะเครื่องดื่ม ทิ้งไว้แค่ไออุ่นของเสน่ห์และความสงสัยของเพื่อน ๆ

ทันทีที่ธาวินลับสายตา

วงล้อมแห่งการซักถามก็เริ่มต้นขึ้นทันที

วรรณพุ่งมาหาเป็นคนแรก 

“นี่แก ยัยมิน หนุ่มนัยตาซึ้งคนนี้ แกไปตกมาจากไหนยะ ทำไมพวกเราไม่รู้!”

มินตรายิ้มกว้าง พร้อมยกมือกอดอกเหมือนคนเพิ่งได้รางวัล 

“คุณธาวินเค้าเป็นเพื่อนคุณพันธุกาล เจ้าบ่าวของเอวาน่ะจ้ะ~”

แพรย่นจมูก ก่อนถามเสียงจริงจัง 

“เพื่อนเจ้าบ่าวเหรอ? แล้วไปจีบกันตอนไหนย่ะ เฟซ ไลน์กรุ๊ป ไม่เห็นอัปอะไรเลย!”

มินตราโยกหัวเล็กน้อย ยักคิ้วกวน ๆ 

“ต้องขอโทษพวกแกด้วยจริง ๆ เพราะมัน…รวดเร็วมาก จนไม่ทันอัปเดตอะไรเลย”

อิงฟ้าเลิกคิ้วสูง ก่อนถามทันที 

“เร็วแค่ไหน?”

“ก็…แค่ 4 วันเองจ้า~” มินตราตอบพร้อมยกสี่นิ้วขึ้นประกอบ

เสียง “โว้ววว…!!” จากเพื่อน ๆ ดังขึ้นพร้อมกัน

อิงฟ้าตาโตถามต่อ 

“แล้วนี่ คู่แกกับคู่ยัยเอวา ก็รู้จักพร้อมกันเลยปะ?”

“ใช่เลย ของเอวาเนี่ย…เขาไปปิ๊งกันในงาน DET Talk แล้วก็จีบ จนวันนี้…แต่งเลยจ้า ภายใน 5 วันเป๊ะ ๆ”

ทุกคนแทบหลุดแก้วไวน์จากมือ 

ห๊ะ ห้าวันแต่งงาน!!?

“บร้าไปแล้วหล่อน ยัยเอวาเนี่ยนะ 5 วันแต่งงาน อมพระมาพูดชั้นก็ไม่เชื่อ!” วรรณแทบจะทรุดลงไปกอดขาเพื่อน

“ใช่ ๆ ยัยเอวาคบคนยากจะตาย ตรรกะจัด ๆ” แพรเสริมพร้อมทำหน้าปลง

“แล้วมันเป็นไงมาไง ชั้นอยากรู้!” อิงฟ้าร้องเสียงแหลม

มินตราไม่รอช้า เธอเล่าต่อทันที 

“วันแรกเจอกัน วันที่สองชวนมาบ้าน วันที่สามบอกรัก วันที่สี่เปิดตัว วันที่ห้าแต่งเลยจ้า!”

“โอ้ย ชั้นจะเป็นลม! Destiny สุด ๆ เลยแก!” พลอยพึมพำทั้งที่หัวเราะ

“นี่มันชายในฝันของชั้นชัด ๆ!” อิงฟ้าบ่นพร้อมน้ำเสียงเจ็บจี๊ด

“นั่นสิ ทำไมชั้นไม่เจอแบบนี้ม้างง!” แพรทำหน้าอิจฉาแบบไม่ปิดบัง

วรรณสรุปด้วยน้ำเสียงปลื้มปริ่ม “ยัยเอวา โชคดีที่สุดในสามโลกไปเลย!”

เสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนสาวลอยทั่วสวน มันละมุนพอ ๆ กับกลิ่นดอกไม้ในสายลมเย็น


หน้า: 1 2