ณ โถงต้อนรับคลินิก AVARA

แสงแดดเช้าอ่อนส่องลอดผ่านกระจกบานกว้าง เผยตัวอักษรโลโก้ ‘AVARA’ บนผนังสีขาวสะอาด

คลินิก Anti-Aging ระดับพรีเมียมใจกลางกรุงเทพฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการดูแลสุขภาพและความงาม

ประตูอัตโนมัติค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก

ร่างของ ดร.เอวารา เกนธร ก้าวเข้ามาในฐานะเจ้าสาวป้ายแดง

ดวงตาของเธอยังคงมีประกายความสุข แม้จะมาในชุดสูทเรียบหรูแบบเจ้าของคลินิกเต็มตัว

แต่ยังไม่ทันก้าวข้ามพรมเช็ดเท้า—

ปังงงง!

เสียงพลุกระดาษดังขึ้นกลางโถง

พนักงานหญิง-ชายทั้งแผนกโผล่ออกมาพร้อมป้ายกระดาษที่เขียนว่า

“CONGRATULATIONS DR. AVARA!”

“แหม…บอส! แต่งงานไม่บอกพวกเราเลยนะคะ!”

“เนี่ย เรารู้มาจากข่าวซุบซิบเลยนะคะ ว่าเจ้าพ่ออสังหาฯ หนุ่ม แต่งงานกับ ด็อกเตอร์สาว นักพันธุศาสตร์! สุดยอดด!”

เอวารายิ้มเขิน ดวงตาเบิกโพลง

“หือ? ข่าวอะไรนะ ในงานก็ไม่เห็นมีนักข่าวซักคน…?”

พนักงานสาวคนหนึ่งยื่นมือถือมาให้เธอดู

เอวาราชะเง้อมองหัวข่าวบนหน้าจอ

“ลับสุดยอด! เจ้าพ่ออสังหาฯ ผู้เงียบขรึมแห่งเอเชีย แต่งเงียบกับด็อกเตอร์สาว นักพันธุศาสตร์ เจ้าของคลินิกดัง”

เธอทำหน้างงจัด ก่อนพึมพำกับตัวเอง

“…พันธุกาล เป็นเจ้าพ่ออสังหาฯ เหรอ?”

เสียงจากพนักงานอีกคนดังขึ้น

“อ้าวบอส…แต่งงานกับคนที่ไม่รู้ว่าเขาทำอาชีพอะไรเหรอคะ?”

เอวาราหัวเราะแห้ง ๆ

“เอ่อ…นั่นสิ ไม่เคยถามเลยว่าทำอะไร…รู้แค่ว่าเขาเป็นลูกชายของศรีปราชญ์”

“ห๊ะ อะไรนะคะบอส?”

พนักงานหลายคนส่งเสียงประสานกันด้วยความสงสัย

เอวาราหัวเราะเบา ๆ กลบเกลื่อน

“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ขอตัวเข้าห้องทำงานก่อนนะ ขอบคุณมาก ๆ นะคะทุกคน…”


ห้องทำงานของเอวารา

ไม่ถึงห้านาทีหลังจากที่เธอนั่งลงจัดโต๊ะให้หายเหม่อ

เสียงประตูเปิดแบบไม่เคาะ พร้อมกับร่างของ มินตรา ในลุคสวยเปรี้ยวแต่ไม่ลืมความแซ่บ

ย๊าาา! นี่พอฉันรู้จากนายวิน 500 ว่าเธอมาคลินิก ฉันก็บึ่งรถมาเลยนะยะ!”

เอวาราหันขวับ

“อ้าว แล้วนายวินรู้ได้ไงเนี่ย?”

มินตราทำหน้าทะเล้น

“ก็เมื่อเช้าฉันโทรไปชวนเขาไปเยี่ยมเธอที่คฤหาสน์ขาว เขาก็บอกว่า ไม่ต้อง ๆ เพราะคุณกาลแวะไปบอกเขาเองว่าเธอออกมาคลินิกแล้ว”

เอวาราพยักหน้าเบา ๆ แล้วทิ้งตัวลงพิงพนัก

“อืม…เขาน่ารักแบบนี้เลย”

มินตราทำตาโต ก่อนยื่นมือถือมาให้ดู

“แต่เธอรู้ยัง? ข่าวซุบซิบลั่นเลยนะยะ ว่าเธอแต่งกับเจ้าพ่ออสังหาฯ!”

เอวาราเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ

“เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเขาเป็นเจ้าพ่ออสังหา…”

มินตราหัวเราะเบา ๆ

“ก็สมควรแหละ มีอายุเป็นพันปี น่าจะสะสมที่ไว้เยอะอยู่…ว่าแต่แกไม่เคยถามเขาเลยเหรอว่าทำอะไร”

“ก็ว่าจะถามเหมือนกันนั่นแหละ…”

เอวาราหันมามองเพื่อน

“แต่แกก็เห็นอยู่นี่… ทุกอย่างมันเร็วไปหมด ไม่มีแม้แต่เวลาจะหายใจเลย”

เธอหัวเราะกับตัวเอง

“นี่ยังไม่หายงงเลยแก… เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันยังยืนพูด DET Talk อยู่เลย จากนั้นเจอบุรุษนิรนาม

“แล้วจากนั้น…เมื่อวานฉันก็แต่งงานกับเขา”

มินตราหัวเราะร่วน แล้วนั่งลงข้างเธอทันที

“ไม่ใช่แค่แต่งงานนะยะ… บอกมาเลยดีกว่า เมื่อคืนเป็นไง!”

เอวาราหลุบตา ก่อนเอียงหน้าแนบหมอนเล็ก ๆ

“หนุ่มน้อยนั่น…น่ารักกว่าที่คิดไว้เยอะเลย”

มินตราอ้าปากหวอ

“อุ๊ยยยย แรงงงง!

เสียงหัวเราะของทั้งคู่ ผสมกับหมอนที่โดนปาใส่กันเบา ๆ

เมื่อความสนุกคลายลง เอวาราถอนหายใจ พลางพูดเหมือนเปลี่ยนโหมดกลับเป็นนักวิทยาศาสตร์อีกครั้ง

“แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ฉันยังคาใจอยู่นะมิน…”

“เรื่องอะไร?”

“ในฐานะนักวิทย์… ฉันยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าเขาเป็นมนุษย์อมตะจริง ๆ หรือแค่มุกเพื่อจีบฉัน

“แกเข้าใจใช่มั้ย ถ้ายังไม่มีการทดลอง ไม่มีค่าที่วัดได้ ฉันก็ยังพูดไม่ได้เต็มปาก”

มินตรายักไหล่

โอ๊ยย ยัยเอวาเอ๊ยยย ดูอย่างฉันกับนายวินสิ ฉันไม่เคยแคร์เลยว่าเขาจะเป็นอมตะจริงไหม… เขาจะเล่นมุกหรือพูดจริง ฉันก็รักไปแล้ว”

เอวาราหันมามองเพื่อน รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นตรงมุมปาก

“นั่นสินะ จะแคร์ทำไม ถ้ามันแค่มุกจีบ…

“เพราะฉันก็ให้ใจเขาไปทั้งดวงตั้งแต่วันที่เขาบอกรักแล้วล่ะ…

“แต่สมองฉันมันยังโหยหาหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์”

มินตราส่ายหัวเบา ๆ แล้วแกล้งตีแขนเพื่อน

“เหลือเชื่อเธอจริง ๆ ยัยนักวิทย์หัวใจติดตรรกะ ถ้างั้นก็ขอเจาะเลือดเขาไปตรวจเลยสิยะ!”

เอวาราทำตาโต ก่อนนิ่งไปชั่วครู่

แล้วจู่ ๆ เธอก็ยิ้มเหมือนมีแสงไฟวาบขึ้นในหัว

“…ไม่ต้องขอก็ได้ แค่ดึงผมเขามาซักเส้นก็เข้าแล็บได้แล้ว!”

มินตรายิ้มร้าย กอดอกอย่างภูมิใจ

“นี่ไงล่ะ…เพื่อนฉัน นักวิทย์สายหวาน แต่ก็ยังลับคมตลอด!”

เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังพร้อมกัน สะท้อนอยู่ในห้องทำงานของเจ้าของคลินิกสาว ที่กำลัง ตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้น

แม้หัวใจจะโผบินไปแล้ว แต่ สมองของเธอยังขอตามไปพิสูจน์ให้ได้ถึง DNA



แสงแดดอ่อนยามเช้าไหลผ่านม่านขาวบางเข้าสู่ห้องนอนกว้าง กลิ่นอายของค่ำคืนอันแสนพิเศษยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ

บนเตียงผ้านุ่มเอวาราค่อย ๆ ขยับกายหลุดจากอ้อมแขนอุ่นที่กอดเธอไว้ทั้งคืน ราวกับชายผู้นั้นกลัวว่าเธอจะหายไปในความฝัน

เธอลุกขึ้นนั่ง มองเสี้ยวหน้าของพันธุกาลที่ยังหลับอยู่

ใบหน้าของเขาดูผ่อนคลาย พร้อมรอยยิ้มจาง ๆ บนริมฝีปากเหมือนเด็กชายคนหนึ่ง

เสียงงัวเงียดังขึ้น

“ตื่นแล้วเหรอครับ…ที่รัก…” เขาเอ่ยเสียงเบา ก่อนพลิกตัวนอนต่อ

เอวาราอมยิ้มบาง ๆ แต่ในใจกลับตะขิดตะขวง

‘จะดึงเส้นผมเขาวันนี้ดีไหม…หรือรอวันอื่น?’

สองมือเธอประสานกันแน่นบนตัก

ใจหนึ่งลังเล แต่อีกใจถูกเร่งเร้าด้วยความกระหายรู้ของนักวิทยาศาสตร์

‘ขอโทษนะที่รัก…’ เธอคิดในใจ

นิ้วมือเรียวค่อย ๆ เอื้อมไปที่ศีรษะของเขา ปลายเล็บเกี่ยวเส้นผมเส้นหนึ่งไว้

แล้วหลับตาแน่น

กลั้นหายใจ

ดึง…

“โอ้ยยย…”

เสียงพันธุกาลครางเบา ๆ อย่างงัวเงีย

“คุณทำอะไรผมเนี่ย…”

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะที่รัก นอนต่อนะ เดี๋ยวฉันขอเตรียมตัวไปทำงานก่อน”

เธอแตะหลังมือเบา ๆ ที่แก้มเขา ก่อนจะลุกจากเตียงอย่างเงียบเชียบ

พันธุกาลทำทีเป็นหลับต่อ

แต่เมื่อเธอลับตาไป เขาเอามือแตะที่หัว

‘รู้สึกเหมือนอะไรหายไปสักอย่างแฮะ…’


หน้า: 1 2 3