พันธุกรรมรักนิรันดร์ | บทที่ 6 โครโมโซมคู่ที่ 24 พันธะที่ไม่เสื่อมสลาย
เขา…พันธุกรรมอมตะที่ถูกกำหนดให้มีคู่ได้เพียงหนึ่งเดียว เธอ…นักพันธุศาสตร์ผู้ไขปริศนาความเป็นอมตะผ่าน ‘เลือด’— สู่บทพิสูจน์ความรักข้ามสายพันธุ์ที่เดิมพันด้วยชีวิต เมื่อเงื่อนไขของการเป็นอมตะคือ ต้องมีรักแท้ต่อกันเท่านั้น
พันธุกรรมรักนิรันดร์ | Eternal Love Genetics
บทที่ 6 โครโมโซมคู่ที่ 24 พันธะที่ไม่เสื่อมสลาย
![]() |
ค่ำคืนนั้น… หลังจากแขกเหรื่อทยอยกลับ พิธีอันงดงามสิ้นสุดลง
สายลมเย็นพัดผ่านผ้าม่านสีงาช้าง ที่ปลิวไหวแผ่วเบาในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์ขาว
ทุกสิ่งเงียบลง… เหลือไว้เพียง เสียงลมหายใจของคนสองคน
ภายในห้องนอน ตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยโทนสีอบอุ่น
พื้นไม้ขัดเงา สะท้อนแสงไฟหัวเตียงที่ส่องคลอนุ่มนวล
ผ้าปูเตียงสีครีมอ่อน ทำให้ห้องทั้งห้องดูละมุนราวกับห้วงฝัน
พันธุกาลยืนอยู่ริมประตู
เสื้อนอกของเขาถูกถอดพาดพนักเก้าอี้อย่างเรียบร้อย
เขาหันมามองหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้ากระจก
เอวาราเพิ่งถอดมงกุฎดอกไม้ที่ประดับผมออก
กลุ่มผมยาวสยายดั่งสายไหม ร่วงลงบนบ่าทั้งสอง
สายตาของเขาไม่อาจละจากเธอได้
“คุณเหนื่อยมั้ยครับวันนี้…” เขาถามเสียงเบา คล้ายจะกลั้นลมหายใจ
เธอสบตาผ่านกระจก แล้วยิ้มบาง ๆ
“เหนื่อยนิดหน่อยค่ะ…แต่มีความสุขมาก”
พันธุกาลเดินเข้ามาใกล้
ใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากผิวกายของเธอ
กลิ่นที่เขาจำได้ตั้งแต่วันแรกที่เธอมาสัมภาษณ์เขา
และกลิ่นนี้…ไม่เคยจางจากใจเขาเลยแม้แต่นาทีเดียว
เขายืนชิดเธออยู่ด้านหลัง กลืนน้ำลายลงคออย่างเงียบงัน
แววตาฉายความประหม่าอย่างชัดเจน
มือของเขายกขึ้น แต่ยังไม่กล้าสัมผัส
“คุณเอวา…ผม…”
“คะ?”
เธอหันกลับมาเงยหน้ามองเขา
ดวงตาของเธอมีทั้งความอ่อนโยน และการรอคอย
พันธุกาลหลุบตาต่ำ
“ผมไม่เคยมีใครมาก่อนเลยครับ…ไม่เคยรู้ว่า…เอ่อ…ต้องทำยังไง…”
เอวาราเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาแบบกลั้นขำ
“หนุ่มน้อยเอ๋ย…” เธอเอ่ยเสียงแผ่วเบา วางมือลงบนอกเขา
“วันนี้…ฉันจะเป็นคนเริ่มให้เอง”
พันธุกาลชะงัก ลมหายใจติดขัดชั่วครู่ แล้วก็หลุดยิ้มเขินแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขาในชีวิตพันปี
เธอเอื้อมมือไปคลายเนกไทเขาอย่างแผ่วเบา
สายตาสบกัน ไม่มีใครหลบ
หัวใจทั้งสองดวงเต้นประสานกันอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่ต้องใช้คำพูด
แล้วริมฝีปากของเธอ ก็จรดลงบนริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา
…จูบแรกจากผู้หญิงที่เขารัก
จูบที่ทำให้ทุกเสี้ยววินาทีในอดีตกว่าพันปีของเขาจางหายไป
เหลือเพียงปัจจุบัน ที่มีเพียงเธอ…ผู้หญิงที่หัวใจของเขาเลือก
ใต้ผ้าห่มของคืนนั้น
ไม่มีคำว่า “กลัว” หรือ “ไม่พร้อม”
มีเพียง เสียงหัวใจสองดวง ที่ค่อย ๆ พาอีกฝ่ายล่องลอยไปไกล… อย่างนุ่มนวลและอ่อนโยน
คืนแรกของชีวิตคู่เริ่มต้นอย่างนั้น… ด้วย ‘ความรัก’ และ ‘การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน’
…ม่านลู่ลงแล้ว…
เหลือเพียงแสงโคมหัวเตียงที่ส่องแผ่วเบา ทาบแสงอุ่นไล้ผ่านผิวกายที่ซุกแนบกันอย่างนิ่งสงบ
พันธุกาลนอนห่มผ้ากอดร่างบางในอ้อมแขน
ฝ่ามือของเขาลูบเส้นผมของเอวาราช้า ๆ อย่างถนุถนอม
ราวกับเธอคือของขวัญจากฟากฟ้า ที่เขากลัวว่าเพียงหลับตาลง… เธอจะหายไป
“ผมไม่เคยมีความสุขแบบนี้มาก่อนเลยครับ…” เขาเอ่ยเบา ๆ ชิดข้างหูเธอ
น้ำเสียงนั้นทั้งลึก ทั้งอ่อนโยน ทั้งปนตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก
“มันเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ เหมือนล่องลอยหลุดจากจักรวาลไปยังดินแดนอันไกลโพ้น… ดินแดนที่ผมตามหามาทั้งชีวิต”
เขากระชับเธอแน่นขึ้นเล็กน้อย
“แล้วคุณล่ะ…เอวา คุณมีความสุขไหม”
เธอขยับตัวเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตาเขา
แววตาของเธอสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความไม่มั่นใจ
แต่เพราะ…ความรู้สึกท่วมท้นที่ยากจะอธิบาย
“มากกว่าคำว่ามีความสุขอีกค่ะ…”
เธอตอบเบา ๆ พลางวางมือทาบบนแผงอกเขา
“ฉันเหมือนได้กลับบ้าน ทั้งที่ไม่เคยรู้ว่าบ้านจริง ๆ ของตัวเองอยู่ตรงไหนมาก่อน”
เงียบงันชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนเสียงเธอจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“อื่มม…คุณ…”
“ครับ?”
เขาตอบในลำคอ เอียงหน้าลงมองเธออย่างอ่อนโยน
“ฉันขอถามอะไรหน่อยสิ…”
“ครับ ถามมาได้เลย”
เธอลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยคำถามที่ซ่อนอยู่ในใจตั้งแต่วันปาร์ตี้เปิดตัว
“คู่ที่เป็นอมตะด้วยกัน…
“ถ้าวันหนึ่งคนใดคนหนึ่งจากไป… พวกเขาจะทำยังไงกันเหรอคะ”
พันธุกาลนิ่งไป หายใจเข้าลึก ก่อนจะตอบอย่างจริงจัง
“เกือบทั้งหมด…เขาจะจากไปด้วยกันครับ”
“หมายถึง…?” เอวาราถาม
“ฆ่าตัวตายตาม”
เขาพูดตรง ๆ เสียงเรียบ
เธอเบิกตานิดหนึ่ง สีหน้าเจื่อนลง
พันธุกาลอธิบายต่อ
“ไม่ใช่เพราะแค่พวกเขาทนเศร้าไม่ไหว แต่เพราะ…มันไม่มีแรงขับใดในชีวิตเหลืออยู่อีกแล้ว
“แรงขับที่เรารอ…เพียงเพื่อจะมี วันนี้ เท่านั้น”
เธอฟังนิ่ง ๆ ซุกตัวลงแนบเขาแน่นขึ้นกว่าเดิม
“แม่ของผมก็เป็นแบบนั้น…”
เขาเอ่ยแผ่วเบา
“หลังจากพ่อจากไป เธออยู่ได้ไม่นานเลย… พวกเขารักกันมากเหลือเกิน”
“มันน่าเศร้านะคะ…”
เธอพูดเหมือนกระซิบ
“เหมือนพวกคุณรอคอยมาแสนยาวนาน… เพียงเพื่อจะมีแค่วันนี้ แค่ช่วงเวลานี้ แล้วจากนั้น…
“ก็ไม่มีใครรู้ได้เลยว่ามันจะอยู่ได้นานแค่ไหน อาจสั้นแค่เสี้ยวเดียวเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่รอคอยมา…
“มันไม่สมกับเวลาที่รอมาทั้งชีวิตเลยนะคะ”
พันธุกาลบรรจงจูบอย่างแผ่วเบาลงบนหน้าผากเธอ ริมฝีปากเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อเอ่ย
“เพราะฉะนั้น… เราถึงต้องทำวันนี้ให้คุ้มค่าที่สุด ให้สมกับการรอคอยทั้งหมด”
เอวาราขยับใบหน้าขึ้น สบตาเขาอย่างแน่วแน่
“เราจะมี ‘วันนี้’ ที่ดีที่สุด… ทุกวัน”
“ครับ” เขากระซิบรับ
พันธุกาลยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยเบา ๆ
“…ต่ออีกมั้ยครับ”
เอวาราหัวเราะในลำคอ กอดเขาแน่นขึ้น
“หนุ่มน้อย… นี่คุณยังไม่พออีกเหรอเนี่ย…”
เขาไม่ตอบอะไร แต่สายตานั้น…บอกทุกอย่าง
…คืนใหม่ของพวกเขาเริ่มต้นอีกครั้ง ในอ้อมกอดเดิม ในจังหวะหัวใจเดิม
แต่…ความรู้สึก… ลึกกว่าเดิม
ห้องทำงาน CEO บนตึกสูงย่านสีลม
แสงแดดสายลอดผ่านผนังกระจกบานใหญ่ เงาสะท้อนของเมืองทั้งเมืองทอดตัวลงบนพื้นห้องสีเข้ม
บนผนังด้านหนึ่งมีกรอบรูปดิจิตอล แสดงผลงานทางธุรกิจและรางวัลที่บ่งบอกถึงความสำเร็จของเจ้าของห้อง
เฟอร์นิเจอร์โมเดิร์นถูกจัดเรียงอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมรสนิยม เหมือนสะท้อนบุคลิกที่ผสมความหรูหราและความสบายในตัวของธาวิน
ธาวินวางแก้วเอสเปรสโซ่ลงบนโต๊ะกระจกใส ก่อนยักคิ้วให้เพื่อนที่เพิ่งเดินเข้ามา
“ว่าไงเพื่อน…ฟ้าเหลืองเลยป่าวเมื่อคืน”
พันธุกาลนั่งลงบนโซฟาตัวตรงข้าม
แววตาเหมือนคนที่ยังหลงอยู่ในความฝันเมื่อคืน
ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งในชายผู้สงบนิ่งมาตลอดพันปี
“ฟินสุด ๆ ในจักรวาลเลยเพื่อน” เขาพูดช้า ๆ คล้ายจะลิ้มรสคำที่หลุดออกจากปากตัวเอง
“ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้สึกแบบนี้เลยจริง ๆ … ทั้งชีวิตพันปีของฉัน ไม่มีอะไรเทียบได้”
เขายกมือแตะหน้าอกตัวเองเบา ๆ
ดวงตาหลับลงเพียงครู่ เหมือนกำลังหวนคืนไปยังช่วงเวลานั้น
“เหมือน…ได้ขึ้นไปเหนือโลก เหนือกาลเวลา แล้วหลุดออกไปอยู่ในที่ที่มีแค่เราแค่สองคน”
ธาวินหัวเราะร่วน ยกมือทาบอกแกล้งทำทีจะเป็นลม
“โห โคตรอิจฉาเลยว่ะเว้ย บอกเลย…อยากได้ฟีลนั้นสักครั้งในชีวิต
“แต่จนแล้วจนรอด เราก็ยังไม่มีความรู้สึกรักมินตราซักที
“ทั้งที่เธอ…รักเราหนักมาก หนักกว่าทุกคนที่เราเคยอยู่ด้วยมาตลอดห้าร้อยปี”
เขาถอนหายใจพ่นออกยาว ๆ มองไปยังเส้นขอบฟ้าที่ทาบอยู่ด้านนอกกระจก
“แต่ก็แปลกดีนะ…ถึงเราจะไม่รักเธอ แต่เรารู้สึกดีมากที่ได้อยู่กับเธอ บางที…
“วันหนึ่งความรู้สึกนั้นอาจจะเกิดขึ้นจริง ๆ ก็ได้ รอไปก่อนละกัน”
พันธุกาลพยักหน้าอย่างเข้าใจ ลุกขึ้นเดินไปหยิบแก้วกาแฟที่ธาวินเตรียมไว้
เขายกขึ้นจิบช้า ๆ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ความสัมพันธ์ของนาย…คือขบถของสายพันธุ์เราเลยนะ”
เขาหันกลับมามองเพื่อนตรง ๆ ด้วยแววตาคมลึก
“มนุษย์อมตะทุกคน…ล้วนรอคอย ไม่ข้องแวะกับใคร จนกว่าจะเจอคนที่หัวใจบอกว่าใช่
“แต่นายนี่สิ ตรงกันข้ามทุกอย่าง”
ธาวินยักไหล่ ยิ้มกว้าง เดินกลับมานั่งลงที่เดิม
“ก็เหมือนคนรุ่นใหม่ทั่วไปแหละ
“ไม่ว่าจะอมตะหรือมนุษย์ปกติ… คนรุ่นใหม่มันมักจะขบถต่อวิถีของคนรุ่นเก่าอยู่แล้ว”
เขาเอนหลังพิงพนัก ยกแก้วขึ้นจิบเบา ๆ
“เรามองว่าชีวิตมันยาว… ยาวจนไม่รู้จะอยู่ทำไมถ้ารอแต่สิ่งที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงหรือเปล่า
“เลยเลือกใช้ทุกวันให้มันมี ‘ใครสักคน’ ดีกว่าอยู่คนเดียวไปเรื่อย ๆ”
พันธุกาลนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ริมฝีปากยกยิ้มอย่างอ่อนโยน
“อื่มม… มันก็อาจจะใช่ในมุมของนายนะ แต่ยังไงก็หวังว่านายจะได้เจอหัวใจดวงนั้นจริง ๆ ในสักวัน”
ธาวินยิ้มแบบคนไม่แน่ใจนัก
“ว่าแต่นายล่ะ… ทำไมวันนี้ไม่พาเอวามาด้วย”
พันธุกาลไล้นิ้วไปตามขอบแก้วกาแฟในมือ ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
“เธอก็มีคลีนิคต้องดูแล ไหนจะงานวิจัยอีก
“ฉันบอกเธอแล้วว่า ถ้าอยากขายกิจการก็ได้นะ แล้วเราจะอยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง
“อยู่กันเฉย ๆ มีเพียงกันและกัน… แต่เธอไม่ยอม”
พันธุกาลวางแก้วลง แล้วเอนตัวพิงพนัก หลับตาเพียงครู่ เหมือนนึกถึงรอยยิ้มของใครบางคน
“เธอยังรักงานที่เธอทำ แล้วคลีนิคนั่นก็เป็นของแม่เธอ… เธอไม่อยากให้ใครมาดูแลแทน”
ธาวินพยักหน้าช้า ๆ สีหน้าจริงจังขึ้น
“เข้าใจเธอเลย ถ้าเป็นเราก็ไม่ยอมเหมือนกัน คลีนิคนั่นคือส่วนหนึ่งของความทรงจำที่เธอมีต่อแม่”
ความเงียบโรยตัวลงพักหนึ่ง
ทั้งสองนั่งจิบกาแฟ มองออกไปยังแสงแดดที่ไล้ผ่านเส้นขอบฟ้า ย่านเมืองสว่างจ้า เหมือนชีวิตที่เพิ่งเริ่มต้น
แล้วธาวินก็พูดขึ้นเบา ๆ คล้ายจะเปรยกับตัวเองมากกว่าพูดกับเพื่อน
“นายโคตรโชคดีนะ… รอคอยมาเป็นพันปี แล้วก็เจอ”
