มือของเอวาราหยุดชะงักทันที
ดินสอในมือสัมผัสหน้าจอ iPad ค้างไว้อย่างลืมตัว
ความอึดอัดในห้องเพิ่มขึ้นราวกับเวลาเดินช้าลง
พันธุกาลสูดลมหายใจลึก คล้ายคนที่ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังมานานหลายร้อยปี
“เขาคือ… ศรีปราชญ์ ”
คำชื่อนั้นก้องอยู่ในห้อง
แม้เขาจะพูดมันด้วยเสียงแผ่วเบา แต่สำหรับเอวารา ชื่อ ศรีปราชญ์ ไม่ใช่เพียงชื่อของกวีในแบบเรียน
แต่มันคือ ‘เสาหลักแห่งความรู้’ ของสมัยอยุธยา
เธอขยับริมฝีปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง… แต่คำพูดนั้นกลับกลืนหายลงไป
ความตกใจยังจับลิ้นของเธอไว้แน่นเกินกว่าจะเอ่ยสิ่งใดออกมา
พันธุกาลยิ้มบาง ๆ คล้ายเขารู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร
“ใช่ครับ… ชายผู้นั้นมีลูก และผมก็คือลูกของเขา”
เอวาราหลุดเสียงเบา ๆ ด้วยความไม่เชื่อ
“แต่… เขาตายตั้งแต่อายุแค่สามสิบ…”
พันธุกาลพยักหน้า
“ใช่ นั่นเป็นอายุเต็มที่ของพวกเราอยู่แล้ว สำหรับสายพันธุ์ของผม เราจะหยุดเติบโต… และไม่เปลี่ยนแปลงอีกเลย”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก แต่ชัดเจน
“แม่ของผม…
“เป็นหญิงสาวที่ไม่มีใครจดจำในประวัติศาสตร์ เพราะเธอซ่อนตัวจากมันตลอดเวลา
“เธอคือภรรยาลับของเขา มนุษย์อมตะเหมือนกันกับเขา…
“และเธอมีเพียงเขาคนเดียวในชีวิต”
เอวาราหันกลับไปมองหน้าเขาด้วยสายตาที่เริ่มเปลี่ยนไป
ในดวงตาของเธอไม่มีคำถามเหลืออยู่
มีเพียงความเข้าใจที่เริ่มก่อตัว
“วันที่พ่อถูกประหาร แม่บอกผมว่า…
“ให้ยืนดูจากที่ไกล ๆ ห้ามร้อง ห้ามเรียก ห้ามเข้าไปใกล้
“เธอรู้ดีว่า ถ้าผมถูกจับได้… ทุกอย่างจะจบ”
เอวาราถามเสียงแผ่ว
“แล้วแม่คุณล่ะ?”
พันธุกาลยิ้มเจือความเศร้า
ดวงตาของเขาฉายแววที่เหมือนกำลังมองเห็นอดีตตรงหน้าอีกครั้ง
“เธอยิ้มครับ ยิ้มทั้งที่น้ำตาไหลไม่หยุด แล้วบอกกับผมว่า…
“เรามีเวลาให้กันมาพอแล้ว
“จากนั้น…
“เธอก็เดินเข้าไปในป่า ไม่เคยหันกลับมาอีกเลย”
เขาหยุดหายใจลึก ก่อนเอ่ยต่อ
“วันรุ่งขึ้น
“ผมก็พบศพของเธอ…
“อยู่ใต้ต้นไม้ที่เราชอบนั่งด้วยกัน…”
ความเงียบโรยตัวลงในห้อง
มันเงียบเสียจนเอวาราได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
เสียงนาฬิกาที่เดินช้าลง เหมือนมันก็รับรู้ถึงความเศร้าอันลึกซึ้งของเขาด้วย
พันธุกาลยิ้มเล็กน้อย
แต่มันเป็นรอยยิ้มที่หนักหน่วง ราวกับแบกรับความเจ็บปวดที่ไม่อาจพูดออกมา
“ตั้งแต่นั้น…
“ผมก็เดินผ่านกาลเวลาอย่างเพียงลำพัง
“เพราะคนที่สามารถเข้าใจผมได้… ก็จากผมไปหมดแล้ว”
เอวาราก้มหน้าลงมองมือของตัวเอง
ความเงียบยังคงอยู่
แต่ในใจเธอเต็มไปด้วยเสียงที่กระซิบเบา ๆ
เสียงนั้นบอกเธอบางอย่างที่เธอไม่อยากยอมรับ
ชายคนนี้… อาจพูดความจริง หรือที่เลวร้ายกว่านั้น…
เขาอาจเคยเจ็บปวดมานานเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้
“และนั่น…”
พันธุกาลกล่าว พลางหลุบตาลงช้า ๆ
น้ำเสียงของเขานิ่งสนิท แต่เต็มไปด้วยน้ำหนักบางอย่างที่ดูเหมือนจะชะงักเวลาในห้องไว้
“…ก็ทำให้ผมรู้ว่า มนุษย์อมตะ…สามารถตายได้เหมือนมนุษย์ปกติทุกคน”
เสียงของเขาไม่สั่นไหว แต่ความลึกลับในน้ำเสียงนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเย็นลงอย่างน่าประหลาด
เอวาราขยับตัวเล็กน้อย เหมือนกำลังจะเอ่ยถามบางอย่าง
แต่เสียงเปิดประตูอย่างแผ่วเบากลับดังขึ้นขัดจังหวะ
คนรับใช้ในชุดเรียบหรู เดินเข้ามาพร้อมถาดกาแฟและของว่าง
ชายชรานั้นดูสุขุมและสง่างาม ราวกับไม่ได้เดินอยู่บนพื้น แต่ลอยไปพร้อมกับกาลเวลา
พันธุกาลพยักหน้าเบา ๆ เป็นการส่งสัญญาณให้วางถาดลง ก่อนหันมาทางเอวารา
“เชิญครับ… นี่คือกาแฟสายพันธุ์เฉพาะจากประเทศวาเลนสไตน์ ปลูกได้เฉพาะบนพื้นที่สูงที่มีอุณหภูมิคงที่เท่านั้น
“บางปี…ต้นไม้พวกนี้ไม่ออกผลเลยด้วยซ้ำ”
เอวารารับถ้วยกาแฟ
พลางจิบมันอย่างช้า ๆ
ดวงตาเธอเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อกลิ่นหอมลึกซึ้งแทรกเข้ามาในโสตประสาท
พร้อมรสสัมผัสที่ซับซ้อนเกินกาแฟใดที่เธอเคยลิ้มลอง
“มัน…” เธอหลุดยิ้มเล็ก ๆ “มันดีมากเลยค่ะ…”
พันธุกาลยิ้มมุมปากเล็กน้อย ดูพอใจในความชื่นชมของเธอ
เธอวางถ้วยกาแฟลง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาตรง ๆ
แววตาของเธอเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่สายตาของนักวิทยาศาสตร์อีกต่อไป
แต่มันเริ่มมีประกายของ ‘ผู้หญิงที่กำลังฟังใครสักคนด้วยหัวใจ’
“แล้วคุณมีภรรยาไหมคะ?” เธอถามเสียงเบา
พันธุกาลสบตาเธอ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“ผมไม่เคยมีภรรยา”
“แล้วคนรักล่ะคะ?” เธอถามต่อ
“ผมไม่เคยมีคนรัก”
เอวาราหลุดหัวเราะในลำคอเล็ก ๆ ด้วยความไม่เชื่อ
“นั่นไม่สมเหตุสมผลเลยว่ามั้ยคะ? ผู้ชายอายุพันปี… แต่ไม่เคยมีแม้กระทั่งคนรัก?”
พันธุกาลวางถ้วยกาแฟลงช้า ๆ ใบหน้าของเขานิ่งสนิทเมื่อเอ่ยคำตอบ
กฎธรรมชาติ — ของมนุษย์นิรันดร์
“พวกเรามีกฎทางธรรมชาติอยู่ครับ
“เราจะมีความรู้สึกรักได้เพียงคนเดียวเท่านั้น… และรักนั้นจะติดอยู่กับเราตลอดไป
“เราไม่สามารถเปลี่ยนใจ ไม่สามารถสืบพันธุ์กับใครนอกจากคนที่เรารัก
“และเราจะมีลูกได้เพียงหนึ่งคนในแต่ละร้อยปี เหมือนเป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้”
เธอเลิกคิ้วสูงด้วยความทึ่ง
“ว้าว… นั่นมันเป็นระบบควบคุมจำนวนประชากรตามธรรมชาติเลยนะคะ
“เหมือนกลไกทางชีวภาพที่กลั่นกรองตัวเองให้ยืนยาว… แต่ไม่ล้นโลก”
พันธุกาลพยักหน้าเบา ๆ
“ใช่ครับ มนุษย์อมตะมีจำนวนน้อยมาก… ข้อมูลล่าสุดประมาณไว้ว่า ปัจจุบันพวกเราน่าจะมีเพียงหลักหมื่นทั่วโลก”
เอวาราพยักหน้าขณะจดข้อมูลลงใน iPad ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง
คราวนี้สายตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
คำถามของเธอไม่ใช่เพื่อการสัมภาษณ์อีกต่อไป
“…แล้วคุณล่ะคะ คุณเกิดความรักกับเฉพาะมนุษย์อมตะด้วยกัน หรือสามารถเกิดกับมนุษย์ธรรมดาได้?”
พันธุกาลนิ่งไปชั่วครู่ น้ำเสียงของเขาเบาลง แต่ยังคงมั่นคง
“โดยปกติแล้ว… พวกเรามักจะมีความรู้สึกนั้นกับมนุษย์อมตะด้วยกัน
“เพราะการ ‘รู้สึกพร้อมกัน’ เป็นสิ่งที่จำเป็น
“ถ้าอีกฝ่ายไม่รู้สึกรักตอบ… ก็ไม่สามารถเกิดรักแท้ได้”
เอวาราหลุบตาลงเล็กน้อย เธอหยุดนิ่งเหมือนกำลังใคร่ครวญคำพูดนั้น
“นั่นฟังดู…โดดเดี่ยวจังเลยนะคะ”
พันธุกาลยิ้มแผ่วด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนความเจ็บปวด
“มันเป็นแบบนั้นครับ
“และที่โหดร้ายก็คือ…
“ถ้าเรารู้สึกรักใครเข้าแล้ว แม้อีกฝ่ายไม่รักตอบ…
“เราก็จะไม่มีทางรักใครได้อีกเลย”
เอวาราเบาเสียงลง
“เหมือนรักข้างเดียว… ที่ไม่มีวันเลือนหายไปเลยตลอดชีวิต…”
พันธุกาลพยักหน้าอย่างเงียบงัน
“ใช่ครับ มนุษย์อมตะทุกคนจะมีเซ้นส์ที่แรงมากเกี่ยวกับเรื่องนี้
“บางที…แค่สบตากันครั้งแรก เราก็รู้แล้วว่า…คนนั้นคือคนเดียวในชีวิต”
เธอมองเขาอย่างนิ่งงัน น้ำเสียงที่เธอถามต่อมานั้นเบา แต่เต็มไปด้วยความหมาย
“แล้วคุณล่ะคะ
“คุณกำลังจะบอกฉันว่า คุณไม่เคยรู้สึกรักใครเลย… ตลอดพันปีที่ผ่านมา?”
พันธุกาลสบตาเธอแน่วแน่ ริมฝีปากของเขาขยับเล็กน้อยก่อนเอ่ยคำตอบ
“ผมเพิ่งมีความรู้สึกนั้น…เมื่อไม่นานนี้เองครับ”