ระบบโลก — ของผู้ที่ไม่ตาย
ที่จริง เอวารายังอยากเจาะลึกเรื่องราวความรักของเขาต่อ
แต่เธอก็รู้ดีว่า นั่นอาจละลาบละล้วงเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงชั่วโมง
เธอจึงเบรกตัวเองไว้อย่างมีสติ ก่อนจะหันไปตั้งคำถามที่ค้างคาใจเธอมานานแทน
“อืมม… มีเรื่องหนึ่งที่ฉันสงสัยมานานแล้วค่ะ”
เอวาราเปลี่ยนท่านั่งเล็กน้อย
วางมือประสานกันบนตัก ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
“ถ้ามนุษย์อมตะมีอยู่จริง…
“พวกคุณจะจัดการกับเรื่อง ID Card ยังไงคะ? ในเมื่อฐานข้อมูลโลกสมัยนี้ละเอียดมาก
“ถ้ามีใครระบุว่าอายุเกินร้อยปีแต่หน้าตาไม่เปลี่ยนเลย… คงกลายเป็นข่าวไปทั่วแน่ ๆ เลย”
พันธุกาลหัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นไม่ใช่เชิงล้อเลียนคำถาม แต่เหมือนเขากำลังหัวเราะให้กับเรื่องราวที่พวกเขาเคยกังวลมาก่อน
“เรื่องพวกนี้ พวกเราแก้ปัญหากันมานานแล้วครับ”
เขาวางถ้วยกาแฟลงอย่างนุ่มนวล ก่อนเอนหลังเล็กน้อยในท่าทีผ่อนคลาย
“เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน
“มีดินแดนเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขาในยุโรปชื่อว่า ‘วาเลนสไตน์’ ”
เขาเริ่มเล่าอย่างใจเย็น
“ดินแดนที่มีปฐมกษัตริย์เป็นมนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์
“ท่านต้องการให้ที่นั่นเป็น ‘บ้านกลางของพวกเรา’ ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นระบบที่เราทุกคนพึ่งพาได้”
เขาหยิบเมล็ดกาแฟหนึ่งเม็ดจากจานเล็ก ๆ ขึ้นมา หมุนมันเล่นระหว่างนิ้ว เหมือนมันเป็นตัวแทนของเรื่องราวในอดีต
“ท่านรวบรวมมนุษย์อมตะจากทั่วโลกให้มารวมตัวกัน แล้วตั้งระบบที่มีทั้งกษัตริย์ ราชินี และองค์กรลับเพื่อดูแล จากนั้นก็สืบทอดกันมาหลายรุ่น
“เมื่อถึงวาระ พวกท่านจะออกจากตำแหน่งและไปใช้ชีวิตอย่างสงบท่ามกลางธรรมชาติของวาเลนสไตน์ โดยมีเงื่อนไขว่า…
“พวกท่านจะต้อง ‘ลบอดีต’ ของตัวเองทั้งหมด เพื่อไม่ให้ใครล่วงรู้ว่าเคยปกครองโลกใต้เงานี้มาก่อน”
เอวาราฟังอย่างตั้งใจ
ความเงียบของเธอสะท้อนถึงความประหลาดใจในเรื่องราวที่ซับซ้อน มันราวกับโครงสร้างของรัฐซ้อนรัฐที่ไม่มีใครล่วงรู้
พันธุกาลเล่าต่อด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่ทรงพลัง
“พวกเราทุกคนที่เกิดใหม่ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม จะต้อง ‘ไปรายงานตัว’ ที่วาเลนสไตน์ เพื่อรับสถานะอย่างเป็นทางการ
“ได้รับ ID Card มีพาสปอร์ตของวาเลนสไตน์ เดินทางไปไหนก็ได้ทั่วโลก…
“และทุกคนจะต้องใช้นามสกุลเดียวกันคือ ‘วาเลนสไตน์’ ”
เอวาราพยักหน้าช้า ๆ ราวกับทุกอย่างเริ่มเชื่อมโยงกันในหัวของเธอ
“อ๋อ… อย่างนี้นี่เอง ถึงได้เข้าใจแล้วว่าทำไมคุณถึงใช้นามสกุลนั้น…”
“ใช่ครับ” เขาพยักหน้าช้า ๆ
“นามสกุลเดียวกันทำให้ระบบสามารถ ‘track’ ได้ ใครก็ตามที่ใช้สถานะมนุษย์อมตะในทางที่ผิด
“เช่น ฟอกเงิน หรือสร้างอาณาจักรธุรกิจแบบไม่โปร่งใส จะถูกตัดสถานะทันที ไม่มีพาสปอร์ต ไม่มี ID Card ไม่มีบัญชีธนาคาร”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งและจริงจัง
“พูดง่าย ๆ ก็คือ…กลายเป็น ‘คนเถื่อน’ ในระบบโลก และเชื่อเถอะครับ… สำหรับพวกเรา นั่นเลวร้ายพอ ๆ กับการตาย”
เอวาราถอนหายใจเบา ๆ ขณะพึมพำ
“ไม่น่าเชื่อเลยว่า มนุษย์อมตะจะมีระบบที่ซับซ้อนขนาดนี้… แถมยังฝังตัวเชื่อมโยงกับระบบโลกได้อย่างแนบเนียนจนไม่มีใครสังเกตเห็น”
พันธุกาลยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบ
“เพราะแบบนั้นแหละครับ พวกเราถึงอยู่รอดได้ แม้ว่าโลกจะตรวจจับทุกสิ่งด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขนาดไหนก็ตาม”
เอวาราเงยหน้าขึ้น ยิ้มเล็กน้อยอย่างเกรงใจ
“เอ่อ… ฉันรู้สึกว่าใช้เวลาของคุณมากแล้ว… เกรงใจจังเลยค่ะ”
พันธุกาลยิ้มอ่อนโยน น้ำเสียงของเขานุ่มและสุภาพ
“ไม่เป็นไรเลยครับ ดร.เอวารา… สำหรับคุณ…ผมยินดีเสมอ”
เธอยิ้มบาง ๆ
ความอบอุ่นในคำพูดของเขาทำให้เธอเผลอเก็บความเกรงใจไว้ในหัว
ก่อนตัดสินใจรวบรวมคำถามสุดท้ายในใจของเธอ
“ถ้าอย่างนั้น… ขอฉันถามคำถามสุดท้ายได้ไหมคะ?”
พันธุกาลพยักหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มที่ดูเปิดกว้าง
“ยินดีครับ”
เอวาราก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด ก่อนเงยขึ้นมาอีกครั้ง
รอยยิ้มของเธอเจือความท้าทายเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในแววตา
“ฉันจะมั่นใจได้ยังไงคะ ว่าคุณคือมนุษย์อมตะตัวจริง?”
พันธุกาลหัวเราะเบา ๆ
น้ำเสียงของเขาไม่ได้แฝงความประหลาดใจ ราวกับคำถามนี้อยู่ในคาดการณ์ของเขาแล้ว
“ผมเข้าใจคุณดีครับ เพราะทุกสิ่งที่ผมพูดมานั้น… มันก็เหมือนกับการกล่าวอ้าง”
เอวารายกมือขึ้นเล็กน้อย ราวกับต้องการอธิบายความตั้งใจของเธอ
“เอ่อ อย่าเพิ่งเข้าใจฉันผิดนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหาว่าคุณโกหก แค่…ในฐานะนักพันธุศาสตร์
“ฉันพยายามหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้รองรับสิ่งที่ฟังดูคล้ายตำนาน…ให้กลายเป็นอะไรที่พิสูจน์ได้”
พันธุกาลพยักหน้าเบา ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“ถ้าคุณหมายถึงหลักฐานทางชีววิทยา
“พวกเรารู้กันว่า มนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์มี ‘โครโมโซม 24 คู่’ ครับ
“ต่างจากมนุษย์ปกติที่จะมี 23 คู่”
เอวาราเบิกตากว้างเล็กน้อย พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“จริงสิคะ… โครโมโซม1 ที่ไม่เข้าคู่กันจะไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้ตามธรรมชาติ
“นั่นเป็นกลไกที่ธรรมชาติออกแบบมาเพื่อ ‘ป้องกันการขยายเผ่าพันธุ์ข้ามสายพันธุกรรม’ ใช่ไหมคะ?”
พันธุกาลยิ้มเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความสงบ
“คงจะอย่างนั้นครับ เพราะเท่าที่รู้มา… พวกเราไม่เคยมีลูกกับมนุษย์ปกติได้เลย
“ยกเว้นแต่ใน… ‘ตำนานหนึ่ง’ เท่านั้น”
ตำนาน — ที่เลือดจารึกไว้
เอวาราเลิกคิ้วเล็กน้อย
เธอโน้มตัวเข้าไป พร้อมถามด้วยน้ำเสียงแฝงความอยากรู้อย่างแท้จริง
“ตำนานอะไรเหรอคะ?”
พันธุกาลพยักหน้าเบา ๆ
ท่าทีของเขาดูเหมือนจะเตรียมใจสำหรับคำถามนี้มานาน
“เป็นเรื่องที่เล่าขานกันมานานในหมู่พวกเราว่า…
“มนุษย์อมตะ สามารถถ่ายทอดพันธุกรรมของตนให้มนุษย์ธรรมดาได้ ผ่าน…เลือด”
เอวาราเบิกตาเล็กน้อย พร้อมพูดเสียงแผ่ว
“ผ่านเลือด?”
“ใช่ครับ…” เขาตอบ “แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นหัวใจของตำนานทั้งหมด… นั่นคือ…
“ทั้งสองคนจะต้องมี ‘ความรักแท้’ ซึ่งกันและกันเท่านั้น”
เธอเบนสายตาลงเล็กน้อย พึมพำเหมือนถามตัวเอง
“แล้วถ้าไม่มีล่ะคะ…”
พันธุกาลวางถ้วยกาแฟลงบนจานรองอย่างนุ่มนวล ก่อนเอ่ยคำตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ถ้าไม่มีความรักแท้…
“เซลล์ของฝ่ายที่รับเลือดจะไม่ยอมรับ
“แล้ว… เขาหรือเธอจะตาย ครับ”
คำว่า “ตาย” ก้องอยู่ในห้องชั่วอึดใจ
เอวาราหรี่ตาเล็กน้อย
ดวงตาสะท้อนความครุ่นคิดในหลักชีววิทยาที่กำลังวนเวียนในหัวของเธอ
“สมกับเป็นตำนานจริง ๆ ค่ะ
“เพราะฟังดูไม่มีอะไรที่สามารถเชื่อมโยงกับหลักวิทยาศาสตร์ได้เลย…
“คือ… เซลล์ของผู้รับจะรู้ได้ยังไงคะ ว่าเจ้าของร่างมี ‘รักแท้’ กับอีกฝ่าย?
“แล้ว… อนุพันธ์ที่อยู่ในเลือดของอีกฝ่าย จะรู้ได้ยังไงว่าเจ้าของเลือด ‘รักแท้’ กับคนที่รับมัน?”
พันธุกาลยิ้มมุมปากเล็กน้อย
เขาไม่ได้แปลกใจกับคำถามเจาะลึกของเธอเลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม กลับดูเหมือนจะยินดีเสียด้วยซ้ำ
“ตำนานบอกว่า
“ในขณะที่เลือดเคลื่อนเข้าสู่ร่างของอีกฝ่าย…
“มนุษย์อมตะเจ้าของเลือดจะต้องเพ่งจิตไปที่ผู้รับ ด้วย ‘จิตของความรักแท้’
“เมื่อเลือดนั้นอยู่ในร่างของอีกฝ่าย…
“มันจะซึมลงไปถึงระดับจิตใต้สำนึก
“เพื่อดูว่า เธอ… รักเขาจริงไหม
“และถ้ารักจริง…” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงชัดเจน
“ร่างกายจะยอมรับ และจะเริ่มเปลี่ยนแปลงกลไกภายใน…
“ให้กลายเป็น ‘สายพันธุ์นิรันดร์’ อย่างสมบูรณ์
“หลังจากนั้น…
“ทั้งคู่จะสามารถมีลูกด้วยกันได้”
เอวาราฟังอย่างตั้งใจ
ดวงตาของเธอสะท้อนถึงความขัดแย้งในความคิด
ครึ่งหนึ่งคือ ‘วิทยาศาสตร์’ อีกครึ่งหนึ่งคือ ‘หัวใจ’
“…คุณกำลังจะบอกว่า…”
เสียงของเธอเบาแต่หนักแน่น
“…เลือดสามารถรับความรู้สึกได้? และจิตใต้สำนึกสามารถ… ถ่ายทอดเงื่อนไขของความรักได้?”
พันธุกาลสบตาเธอ แล้วคลี่ยิ้มเล็กน้อย
“มันฟังดูน่าอัศจรรย์…ใช่ไหมครับ?”
เธอพยักหน้าเบา ๆ
“ค่ะ… อัศจรรย์มาก…
“ฉันยังไม่เคยคิดเลยว่า…คำว่า ‘รักแท้’ จะถูกอธิบายผ่านเลือดกับเซลล์ได้ด้วย”
พันธุกาลยิ้มเล็กน้อย แต่ยังคงน้ำเสียงเรียบง่าย
“แต่ทั้งหมดนี้…ก็ยังเป็นเพียงตำนานครับ
“ยังไม่มีใครเคยพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจริง หรือเคยเกิดขึ้นกับใครมาก่อน”
เขาหยุดชั่วครู่ ราวกับลังเลจะพูดต่อ ก่อนจะเสริมด้วยน้ำเสียงช้าและมั่นคง
“และที่สำคัญที่สุด…
“กระบวนการถ่ายทอดพันธุกรรมนี้ จะทำได้แค่ ‘ครั้งเดียว’ และ ‘กับคนเดียวเท่านั้น’
“ไม่สามารถย้อนกลับ ไม่สามารถแก้ไข และไม่สามารถมีใครใหม่ได้อีกเลย
“แม้เวลาจะผ่านไปอีกกี่พันปีก็ตาม”
เอวารานิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะปรากฏบนใบหน้าของเธอ
“ถือว่าเป็นหัวข้อใหม่ของฉันเลยค่ะ… การได้คุยกับคุณวันนี้”
พันธุกาลยิ้มอ่อนโยน
“หวังว่าการพูดคุยกันครั้งนี้ จะเป็นจิ๊กซอว์ที่คุณเอวาสามารถนำไปต่อภาพที่ขาดหายได้นะครับ”
เธอหัวเราะเบา ๆ พร้อมตอบกลับอย่างติดตลก
“หรือไม่ก็ยิ่งทำให้ภาพมันซับซ้อนกว่าเดิมนะคะ”
เขาหัวเราะตาม พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจ
“ถ้าอย่างนั้น…ผมก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”
พันธุกาลลุกขึ้นยืน ท่าทีของเขายังคงสุภาพและสง่างาม
“เอ่อ… ไม่ทราบว่าคุณเดินทางมายังไงครับ?”
“อ้อ… ฉันให้เพื่อนขับรถมาส่งน่ะค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ เธอนั่งรออยู่ในรถหน้าบ้าน”
พันธุกาลพยักหน้าเบา ๆ
“ถ้าอย่างนั้น… ผมจะให้ลุงแก้วไปส่งคุณนะครับ”
ยังไม่ทันที่พันธุกาลจะหันไปเรียก
ประตูด้านหลังห้องก็เปิดออกอย่างเงียบเชียบ
ชายสูงวัยในชุดสูทสีเข้ม ปรากฏตัวพร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงความอบอุ่น
“อ้าว ลุงแก้ว...” พันธุกาลหันไปพอดี “ช่วยไปส่งคุณผู้หญิงถึงรถของเธอหน่อยนะครับ”
ลุงแก้ว โค้งศีรษะอย่างนอบน้อม
“ครับท่าน”