ศาลากลางสวนของคฤหาสน์

แสงโคมสวนสีทอง สาดทาบกระจกบานสูงของคฤหาสน์อย่างอ่อนโยน

ลมค่ำคืนพัดผ่านพุ่มดอกลาเวนเดอร์ขาว กลิ่นหอมเย็นลอยปะปนกับสายลม

ยอดดอกไม้สีขาวรอบศาลาโบกสะบัดเบา ๆ ราวกับกำลังบอกเล่าความในใจของใครบางคน

มินตรานั่งอยู่บนม้านั่งศาลาไม้สีขาว

มือหนึ่งกอดกล่องขนมหลากรสที่เธอหยิบติดมือมาจากโต๊ะของว่าง อีกมือหนึ่งวางอยู่บนตัก

ตาเหม่อมองออกไปยังสวนที่ทอดไกล

เธอกำลังคิด… ตกลงธาวินเป็นอมตะจริงไหม? แล้วถ้าใช่…ทำไมไม่รู้สึกรักเธอสักที?

เสียงฝีเท้าเบา ๆ จากทางเดินกรวดดังขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่ธาวินจะโผล่มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง

“บู้!”

“ว้าย!”

มินตราสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะตบไหล่เขาเต็มฝ่ามือ

“นี่แน่ะ! มาแกล้งเค้า!”

ธาวินหัวเราะเบา ๆ แสร้งยกมือขึ้นลูบไหล่ตัวเอง

“ก็อยากหลบมาก่อนทำไมล่ะจ๊ะ”

“ก็เค้ารู้สึกเป็นส่วนเกินของงานนี่นา”

มินตราบ่นเบา ๆ พลางดึงกล่องขนมออกมาเปิด

“ก็เลยขอเอวามานั่งเล่นตรงนี้ดีกว่า เอ้า นี่ กินสิ ฉันลากของกินอร่อย ๆ มาทั้งนั้นเลยนะ”

“อื่มม ดีเลย กำลังหิวพอดี”

ธาวินยิ้ม ขยับมานั่งข้างเธอ แล้วจิ้มขนมเข้าปากทันที

“อื้มม นี่อร่อยแฮะ”

“เออนี่ ธาวิน…”

มินตราเอียงหน้ามองเขา จู่ ๆ ก็เสียงจริงจังขึ้น

“อะไรเหรอ?”

“ตกลง…ที่เธอเคยบอกว่าเป็นอมตะน่ะ มันเรื่องจริงใช่มั้ย? ทีแรกฉันนึกว่าเธอเล่นมุกขำ ๆ ซะอีก”

ธาวินหันมามองเธอแล้วยักคิ้ว

“แล้วเธอคิดว่า จริง หรือ มุกล่ะ?

ติ๊กตอก ติ๊กตอก… ตอบช้าเฉลยเลยนะ!”

“เดี๋ยวก่อนสิยะ! ฉันยังไม่ทันคิดเลย!”

ธาวินหัวเราะ

“ไม่ต้องคิดหรอก

“อมตะ ไม่อมตะ ไม่สำคัญหรอก อยู่ที่ว่าคนนั้นอยู่ในใจรึเปล่า…

อ้าววว ฮิ้ววว ชาบูมุกเสี่ยว!”

“ฮิฮิ บ้าบอ!”

มินตราหัวเราะ แต่ในแววตายังมีบางอย่างค้างคา

“แต่ถ้าเธอเป็นอมตะจริง…แสดงว่าเธอก็ต้องเจอกฎธรรมชาติแบบคุณกาลน่ะสิ ที่จะรู้สึกรักได้แค่คนเดียวไปตลอดชีวิต?”

ธาวินเคี้ยวขนมต่อด้วยท่าทางชิล ๆ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ

“อือ…มันก็ใช่นั่นแหละ”

“งั้นหมายความว่า…เธอยังไม่เคยรู้สึกรักใครเลย?”

“ก็ใช่อีกนั่นแหละ”

“…กี่ปีแล้ว?”

ธาวินทำท่าคิดนิดนึง ก่อนตอบเรียบ ๆ 

“ถ้านับคร่าว ๆ …น่าจะประมาณ 500 ปีมั้ง”

มินตราตาโต

“ห๊ะ! เธอไม่เคยรักใครเลยตลอด 500 ปี?!”

“อือ…เราเกิดหลังไอ้กาล 500 ปี ไอ้กาลพัน เราแค่ห้าร้อย”

มินตราหัวเราะพรืด 

“งั้นฉันก็เรียกเธอว่า นายวิน 500 ได้แล้วสิ ฮิฮิ”

ธาวินยกมือทาบอก ทำหน้าตกใจเล่น ๆ

“โห ไปไม่ถูกเลยนะมุกนี้”

“แล้วมันจำเป็นไหมที่จะต้องเจอรักแท้ตอนอายุพันปีแบบคุณกาล?”

“ไม่จำเป็นหรอก บางคนเจอตอนอายุร้อยปีก็มี มันแล้วแต่โชคชะตา ไม่มีใครบอกได้จริง ๆ”

“อ้อ…”

มินตราพยักหน้า ก่อนเอียงคอเหมือนเตรียมถามคำถามสำคัญ

“เออ ถามหน่อยสิ…”

“ถามได้หมดแหละ แต่อย่าถามว่าเลขท้ายสองตัวงวดหน้าออกอะไรนะ เราไม่ยู้ ไม่ใช่แม่หมอมินแบบเธอ”

ธาวินหัวเราะ

“เอาอีกแระคำนี้!”

“ก็เห็นเธอทำนายอะไรแม่นไปหมด สมแล้วที่เอวาเรียกแบบนั้น ฮ่า ๆ ๆ ว่าแต่จะถามอะไรล่ะ?”

“ฉันอยากรู้ว่า…ยังไงเธอก็ยังไม่รู้สึกรักใช่มั้ย? แม้คนตรงหน้านั้นจะรักเธอสุดหัวใจ”

ธาวินถอนหายใจยาว เงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีแสงจันทร์เรื่อ ๆ 

“อือ…มันเป็นกลไกทางธรรมชาติน่ะ มันบังคับกันไม่ได้จริง ๆ”

“แล้ว…การไม่รู้สึกรักนี่…”

มินตราเงียบไปอึดใจ

ก่อนจะกระดกนิ้วชี้ขึ้นลง

“หมายถึง…เจ้านั่นก็ไม่…ใช่ป่ะ?”

ธาวินเกือบสำลักขนม 

“เกรงว่าจะใช่นะ…เราไม่มีความรู้สึกอะไรแบบนั้นมาตลอด 500 ปีที่ผ่านมาเลย”

เขาวางขนมลง แล้วยกมือทำท่าประกอบเหมือนอธิบายจริงจัง

“แต่เคยถามเพื่อนที่มีคู่นะ เขาบอกว่า…พอรู้สึกรักเมื่อไหร่ ทุกอย่างจะหลั่งไหลออกมาทั้งหมดเลย 

“ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความรักไปทั่วร่าง…กายใจพร้อมมาก มีอารมณ์กับผู้หญิงคนนั้นอย่างเต็มที่ตลอด ไม่มีวันหมด”

ธาวินหยุดหายใจแป๊บหนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปาก

“และจะทำทุกวิถีทางที่จะได้ผู้หญิงคนนั้นมาครอบครอง

“แล้วต่อจากนั้น…ก็จะไม่มีผู้หญิงคนไหนทำให้รู้สึกแบบนี้ได้อีกเลย…

“นอกจากเธอคนนี้คนเดียว…ไปชั่วนิรันดร์”

มินตราเบิกตากว้าง 

“โอ้ ว้าววว…ฉันอยากได้แบบน้านนนนน!”

เธอยื่นหน้ามาใกล้ ทำตาจริงจังปนขี้เล่น

“เมื่อไหร่เธอรู้สึกรักฉันนะ บอกด้วยล่ะ ฉันจะรอ!”

ธาวินเลิกคิ้ว 

“เธอแน่ใจเหรอ? เธออาจต้องรอจนแก่ก่อนก็ได้นะ”

มินตราทำหน้าเหมือนโดนแทงกลางอก 

“แป่วววว…งั้นฉันไม่รอดีกว่า!

“เพราะถ้ารอเธอ แล้วเธอดันไปรู้สึกรักกับคนอื่นขึ้นมาล่ะ ฉันก็แป๊กอ่ะดิ!

“แก่หงำเหงือกแล้วใครจะเอา!”

ธาวินหัวเราะ 

“อื่มม…ก็จริงของเธอนะ”

เขาหยิบขนมขึ้นมาอีกชิ้น ทำท่าจะกินแล้วหยุด ก่อนจะหันมายิ้มให้เธอเบา ๆ

“แต่ไม่รู้สิ…เราว่าอยู่กับเธอแล้วมีความสุขดีนะ ไม่เห็นจะต้อง…”

เขาเงียบไปชั่วอึดใจ

ก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้น กระดกเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มที่แฝงความขี้เล่น

“…อย่างงี้เลย”

“นี่แน่ะ!”

มินตราตบไหล่เขาเต็มแรง พร้อมหัวเราะเบา ๆ

“เธอนี่ก้อ…ไม่เข้าใจเล้ยยย!”

เสียงหัวเราะของทั้งสองคนดังก้องเบา ๆ ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง และเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้รอบศาลา

มันเป็นเสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยหลายความหมาย

ทั้งความสุข ความหวัง และความปวดร้าว ที่อาจซ่อนอยู่เบื้องหลัง

แต่ในค่ำคืนนี้…พวกเขาหัวเราะด้วยกัน และนั่นก็เพียงพอแล้ว



ณ โซฟานั่งเล่นในโถงรับแขกของคฤหาสน์

แสงไฟนวลอบอุ่นส่องลงบนโต๊ะไม้ลายธรรมชาติ รายล้อมด้วยกลุ่มเพื่อนอมตะที่นั่งผ่อนคลาย

เหมือนเป็นค่ำคืนสังสรรค์ระหว่างคนที่รู้จักกันมายาวนานนับศตวรรษ 

เสียงช้อนคนเครื่องดื่มดังแผ่วเบา ปะปนกับเสียงหัวเราะอ่อน ๆ ที่ลอยอบอวลในบรรยากาศ

ให้ความรู้สึกเหมือนการรวมตัวของเพื่อนบ้านที่แวะมาเยี่ยมเยียนบ้านเพื่อน

เอวาราวางแก้วชาดอกไม้หอมเบา ๆ ลงบนโต๊ะหน้าโซฟา

ดวงตาเธอกวาดมองใบหน้าของแต่ละคนอย่างสนใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชื่นชม

“เป็นอะไรที่น่าทึ่งมากเลยนะคะ พวกคุณทุกคนเป็นมนุษย์นิรันดร์”

กาเบรียลขยับตัวเอนหลังเล็กน้อยบนโซฟา ยกแขนพาดหลังเก้าอี้

เขาเหลือบมองเอสเม่ที่นั่งข้าง ๆ พลางหัวเราะเบา ๆ

“สำหรับพวกเรา ก็คือวิถีชีวิตหนึ่งที่ตื่นเช้ามาทำงาน เย็นกลับบ้าน จูบหน้าผากกันแล้วเข้านอน ซึ่งก็ไม่ต่างจากคนทั่วไปครับ”

เอวารายิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะมองสายตาอบอุ่นระหว่างเขากับเอสเม่

“อื่มม…แต่พวกคุณทำอย่างนี้มาเป็นพันปี มันน่าทึ่งมากเลยค่ะ”

ลูเซียนที่นั่งข้างไอริส หยิบแก้วไวน์ขึ้นจิบเบา ๆ ก่อนวางลงด้วยท่าทางเรียบง่าย

เขายิ้มบาง ๆ พร้อมเอ่ยคำ

“พวกเราแทบจะจำไม่ได้ว่าเมื่อร้อยปีที่แล้วเราทำอะไร เป็นอะไร เพราะข้อมูลใหม่ในสมองจะทับข้อมูลเก่าไปเรื่อย ๆ

“นอกจากเรื่องที่ฝังใจจริง ๆ ซึ่งมีไม่มาก… เราอยู่กับปัจจุบันและอนาคตมากกว่าครับ”

เอวาราพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจะหันไปมองไอริสที่กำลังนั่งยิ้มอยู่ข้าง ๆ ลูเซียน

“แล้วคุณทั้งคู่…รักกันได้ยังไงคะ?”

ไอริสหัวเราะน้อย ๆ ขณะสบตาลูเซียนอย่างมีความหมาย

“ฉันเจอเขาเมื่อห้าร้อยปีที่แล้ว

“ทันทีที่เห็น…มันเหมือนมีอะไรที่ประทุออกมาจากภายใน

“ฉันเก็บไว้ไม่อยู่เลยค่ะ

“ฉันเดินไปหาเขา และคิดว่าเขาก็รู้สึกเช่นนั้นกับฉันเหมือนกัน”

ลูเซียนยิ้มเจื่อนเล็กน้อย ราวกับเขินความหลัง

แต่แววตานั้นยังเต็มไปด้วยความทรงจำที่อบอุ่น

“ใช่ เราต่างคนต่างเดินเข้าหากันเหมือนโดนสะกดจิตเลยครับ

“มันไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้มาก่อนเป็นเวลาหลายร้อยปี

“มันน่าอัศจรรย์มาก ๆ”

เอวาราหัวเราะเบา ๆ พลางพยักหน้า เหมือนเข้าใจทุกคำที่เต็มไปด้วยหัวใจ

เธอหันไปมอง ‘พี่หมอกับพี่พยาบาล’ ที่นั่งอยู่ด้วยกันอย่างสนิทสนม

“แล้วพี่หมอล่ะคะ มาเป็นหมอตั้งแต่ยุคไหน?”

ราฟาลฉายยิ้มน้อย ๆ ก่อนเอียงตัวไปทางออร์ล่า

“น่าจะเป็นมาซักราว ๆ ร้อยปีแล้วมั้งครับน้องเอวา แต่ก่อนเราทั้งคู่ทำอาชีพอื่น”

ออร์ล่าทำหน้าคิด ก่อนตอบติดตลกอย่างอารมณ์ดี

“ช่าย~เรามาคิดว่า เอ๊ะ มนุษย์อมตะทุกคนก็รวยนี่ แล้วพวกเขาก็ไม่กล้าไปโรงบาลเพราะกลัวโดนเจาะเลือด…แล้วคนอื่นจะรู้”

ราฟาลพยักหน้า พร้อมหัวเราะตาม

“ก็เลยคิดว่า…นี่เธอ เรามาเป็นหมอกับพยาบาลกันดีมั้ย?”

ออร์ล่าโยนหมอนอิงใส่สามีเบา ๆ ก่อนหัวเราะร่วน

“แล้วเราก็เริ่มจริง ๆ ค่ะ ซื้อโรงพยาบาลมิชชันนารีเล็ก ๆ มาบริหารต่อ ดูแลพวกเราด้วย ศึกษาวิทยาการไปด้วย สนุกดีค่ะ”

ราฟาลยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอีกครั้ง ก่อนวางลงพร้อมพูดติดยิ้ม

“แต่มนุษย์อมตะก็ไม่ค่อยเป็นโรคหรอกครับ นอกจากพวกบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ อย่างพวกพลัดตกบันได เอ็นเข่าฉีก 

“หรือพลาดท่าจากการออกกำลังกาย…ประมาณนั้นแหละ นาน ๆ เคสจะมาที ค่ารักษาก็เลยไม่เบา บางทีมีเคสให้เราบินไปต่างประเทศก็มีครับ”

ออร์ล่าชูนิ้วขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

“ใช่ค่ะ เย็บแผลทีเดียว เราซื้อกระเป๋าใหม่ได้หนึ่งใบเลยนะ ฮิฮิ”

เอวาราหันไปทางพันธุกาล พร้อมรอยยิ้มซุกซน

“ว๊าวว… นี่มันอาชีพในฝันของฉันเลยนะคะคุณ เรามาเป็นหมอพยาบาลกันเถอะ”

เสียงหัวเราะระลอกใหม่ดังขึ้นอีกครั้ง บรรยากาศเหมือนกลุ่มเพื่อนที่คบกันมานานกว่าหนึ่งชีวิต

ในขณะที่เอวารายังสับสนระหว่างความเชื่อกับตรรกะ

แม้หัวใจจะมอบให้ชายหนุ่มคนนี้ไปทั้งดวงแล้ว

แต่สมองยังคั่งค้างแล้วตีกับหัวใจว่า

อะไรคือ ‘จริง’ อะไรคือ ‘ภาพวาด’ …?



หน้า: 1 2