Central Embassy – ช่วงบ่าย
ภายในห้างหรูย่านใจกลางเมือง
แสงไฟสีทองสะท้อนกับพื้นหินอ่อนขัดเงา กลิ่นหอมละมุนจากน้ำหอมดีไซเนอร์ลอยฟุ้งในอากาศ
หนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังเดินเคียงคู่กันท่ามกลางผู้คนที่แต่งตัวดีราวกับอยู่ในงานแฟชั่นโชว์
มินตรา ควงแขนซบไหล่ ธาวิน ด้วยท่าทางออดอ้อน ดวงตาของเธอฉ่ำหวานราวกับหลุดออกมาจากบทกวี
“นี่เธอ… ซบไหล่เราจนแขนจะเป็นอัมพาตแล้วนะเนี่ย” เสียงของธาวินเจือความทะเล้นแบบเป็นเอกลักษณ์ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
มินตรายิ้มรับด้วยแววตาเหม่อฝัน
“ก็เธอให้ไหล่เราซบเองนี่… อย่ามาว่ากันทีหลังล่ะ”
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ของมินตราดังขึ้นเบา ๆ เพลงเรียกเข้าเป็นเสียงเปียโนหวานเศร้า
เธอล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋าถือ Prada สีงาช้าง ก่อนจะขมวดคิ้วทันทีที่เห็นชื่อบนหน้าจอ
“คุณกาล…” เธอพึมพำ แล้วหันไปมองธาวินด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“แปลกนะ ปกติเขาโทรหาเธอไม่ใช่เหรอ?”
“นั่นสิ…” ธาวินตอบพร้อมทำหน้าฉงน “หรือเขาจะมีเรื่องสำคัญกับเธอ?”
มินตรากดรับสาย
“สวัสดีค่ะ คุณกาล… ค่ะ ใช่ค่ะ กำลังอยู่กับธาวินที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่… ได้ค่ะ…”
เธอวางสาย ก่อนจะหันมาพูดเสียงเบาลง
“เขาจะมาหาเราที่นี่… บอกว่าอยากเจอเดี๋ยวนี้เลย”
Co-Thinking Space – Central Embassy
ริมหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ทอดยาวจากพื้นจรดเพดาน
แสงธรรมชาติส่องเข้ามาพอดี สร้างบรรยากาศอบอุ่น สวนเขียวขจีเบื้องล่างสะท้อนภาพแห่งความสงบ
แต่ภายในโต๊ะนั่งกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ยากจะอธิบาย
พันธุกาลนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาอ่อน ข้อมือประดับด้วยนาฬิกาเรือนบาง ดูเรียบง่ายแต่สง่างาม
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ประสานมือไว้บนโต๊ะ
สายตาแน่นตึงราวกับกำลังต่อสู้กับคลื่นความคิดในหัว
มินตราและธาวินเดินเข้ามา นั่งลงฝั่งตรงข้าม
“คุณกาล…”
มินตราทักเบา ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
เพราะเธอรู้ว่าเรื่องด่วนสำคัญแบบนี้… ต้องเกี่ยวกับ ‘เอวารา’
พันธุกาลพยักหน้าให้ทั้งคู่
ก่อนจะเริ่มเล่าช้า ๆ …
เรื่องของ ‘เด็กที่มีโครโมโซม 23.5 คู่’
เรื่องของ ‘ความเสี่ยงที่ไม่มีใครกล้าคาดเดา’
และเรื่องของ ‘การตัดสินใจของเอวารา’ ที่จะไม่ละทิ้งชีวิตน้อย ๆ นั้น แม้ว่าต้องเดิมพันด้วยชีวิตของตัวเอง
เสียงของพันธุกาลหนักแน่นตลอดบทสนทนา
แต่แววตาของเขาอ่อนล้า และภายในใจ… กำลังแตกสลาย
เมื่อจบเรื่อง ทุกอย่างเงียบลงเหมือนเวลาหยุดเดิน
มินตรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นเสียงแผ่ว
“มินไม่แน่ใจว่าจะเกลี้ยกล่อมเอวาได้หรือเปล่าค่ะ… เพื่อนคนนี้ ถ้าเธอจะทำอะไร เธอจะมุ่งมั่นยิ่งกว่าหัวใจของตัวเองเสียอีก”
เธอเงยหน้ามองพันธุกาล สบตาเขาอย่างมั่นคง
“แต่… มินจะทำให้ดีที่สุดค่ะคุณกาล เพราะมินก็ไม่ต้องการเสียเอวาไป…”
พันธุกาลพยักหน้าเงียบงัน
ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่อ่อนแรงที่สุดที่ทั้งสองเคยได้ยิน
“ผมไม่เคยกลัวอะไรเท่านี้เลยในชีวิตของผม… ผมกลัวว่าตื่นเช้ามา แล้วเธอจะไม่อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว… ผมแค่ต้องการให้เธอปลอดภัย ไม่ใช่เพื่อผม…
“แต่เพราะเธอ…คือทั้งชีวิตของผม”
ธาวินที่นั่งฟังเงียบ ๆ แววตาที่เคยขี้เล่นของเขากลับกลายเป็นจริงจัง
เขาเอื้อมมือไปวางบนบ่าของเพื่อนรักอย่างมั่นคง
“ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบยังไง… นายไม่ได้เดินลำพังนะ กาล”
ณ คฤหาสน์ขาว
บรรยากาศภายในบ้านเงียบสงบผิดปกติ แสงแดดยามสายลอดผ่านม่านโปร่งสีครีมลงบนพรมเนื้อนุ่ม
เงาของต้นไม้ด้านนอกล้อแสงแดดเต้นระย้าบนพื้นหินอ่อน
เสียงนกร้องเบา ๆ จากสวนเป็นเพียงสัญญาณเดียวแห่งชีวิตที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ภายนอก
ที่หน้ามุข
พันธุกาลยืนกอดอกพิงเสาหินที่แกะสลักสไตล์ยุโรปโบราณ
เขาหันหน้าออกไปมองสนามโล่งเบื้องหน้า แววตาเหนื่อยล้าสะท้อนความสับสนและความเศร้า
“วิน… ฉันรู้ว่าเด็กในท้องคนนั้น คือของขวัญจากฟ้า แต่เขาจะไม่มีโอกาสสัมผัสโลกถ้าเกิดออกมา…
“และถ้าฉันต้องสูญเสียเอวาไปด้วย… ฉันก็ไม่สามารถอยู่ต่อไปได้”
ธาวินหันมามองเพื่อนสนิทด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจในวิถีของมนุษย์นิรันดร์ทุกคู่
“นายอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้…” เขากล่าวเสียงเบาแต่จริงใจ “เรื่องนี้อาจไม่เลวร้ายอย่างที่คิดก็ได้นะ กาล”
พันธุกาลเม้มปากแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวด
“มันเป็นเรื่องใหม่ในชีวิตฉันจริงๆ วิน ฉันรู้สึกสับสนมาก” เขาขยับใบหน้าไปทางเพื่อน “เด็กคนนั้นไม่น่าจะเกิดมาได้จากฉันและเอวา…นายก็รู้”
ธาวินถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงที่หนักแน่นขึ้นเล็กน้อย
“มันไม่ใช่แค่เรื่องใหม่สำหรับนายคนเดียวหรอก… กาล แต่มันคือ ‘บทใหม่’ ของเผ่าพันธุ์เราทั้งหมด”
เขาขมวดคิ้วก่อนจะพูดต่อ
“ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีเด็กอมตะที่เกิดขึ้นได้ในครรภ์ของมนุษย์ธรรมดา”
แววตาของธาวินเปล่งประกายด้วยความหวังเล็ก ๆ
“บางที… ปาฏิหาริย์อาจเริ่มต้นจากคนที่ไม่เคยกล้าคิดก็ได้นะ”
โถงรับแขกของคฤหาสน์
เอวารานั่งเอนกายบนโซฟาหนังสีเบจ ใบหน้าซีดจางและดูอิดโรย
แม้รอยยิ้มที่ส่งให้เพื่อนจะยังมี แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยที่มีแววตาของความเป็นแม่ซ่อนอยู่
ทันทีที่มินตราเห็นสภาพของเพื่อน ดวงตาเธอก็หม่นลงทันที
“เอวา… เธอเป็นยังไงบ้าง ยอดขมองอิ่มของฉัน หื้ม…”
เธอเข้าไปสวมกอดเอวาราด้วยความอาทร
เอวาราหลับตาเล็กน้อยขณะที่รับอ้อมกอดนั้น ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วว่า
“เธอคงรู้แล้วใช่ไหม…จากคุณกาล”
มินตราถอนหายใจหนึ่งครั้งแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“เอวา ฉันเข้าใจดีว่ามันเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับเราทั้งหมด ไม่ใช่แค่เธอคนเดียว”
เธอหยุดพูดชั่วขณะ สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะกล่าวต่อ
“แต่ฉันอยากให้เธอเชื่อหมอราฟาลนะ เขาย่อมต้องแนะนำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเรา และปลอดภัยที่สุดสำหรับเธอ เพราะนั่นมันหมายถึง…”
เธอกลืนหยดน้ำตาลงคอก่อนจะพูดต่อ
“…ชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง ที่จะต้องเดียวดายไปตลอดกาล…”
เอวารามองมินตราแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“แต่นั่นก็หมายถึง ‘ลูก’ ที่จะไม่มีวันได้เห็นแสงของดวงอาทิตย์ ไม่ได้สัมผัสโลกแบบที่ฉันได้สัมผัส”
น้ำตาเธอเอ่อออกมาสองข้าง
“มิน…ฉันยอมไม่ได้ที่จะได้ชื่อว่า ‘ทำร้ายลูกตัวเอง’ ”
เธอลูบหน้าท้องที่นูนขึ้นเบา ๆ ราวกับกำลังรับรู้ถึงชีวิตเล็ก ๆ ที่อยู่ภายใน
“แต่…เอวา” เสียงมินตราสั่นเล็กน้อย
“หมอราฟาลบอกว่า แม้เด็กคนนี้จะคลอดออกมาได้แล้ว เขาก็จะต้อง เอ่อ…
“ก็ต้องไม่สามารถอยู่กับเราได้อยู่ดี เพราะร่างกายเค้าไม่สามารถจัดสมดุลได้ด้วยตนเอง เค้าจะมีขีวิตอยู่ได้เพียงในครรภ์ของเธอเท่านั้นนะ”
“ไม่…มิน…ฉันเชื่อว่า เขาต้องรอด…!!”
เธอพูดด้วยแววตาที่แน่วแน่
“ถ้าสิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ จะเรียกว่า ‘ปาฏิหาริย์’ ฉันก็ขอให้เกิดขึ้นกับเขา”
เอวาราแสดงแววตาที่มุ่งมั่นและแน่วแน่อย่างแรงกล้า
มินตรารู้ดีว่า ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจของเพื่อนเธอได้ หากได้เห็นแววตาเช่นนี้
แต่เธอก็ยังพยายามจนถึงที่สุด
“เอวา…เธอกำลังเสี่ยงกับการจากไปของทั้งแม่และลูกนะ…หัวใจของผู้ชายคนนั้นจะแตกสลายขนาดไหน ถ้าต้องเสียเธอไปพร้อมกันทั้งคู่…”
มินตราน้ำตาคลอเบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว
“เอวา…ฉันขอร้องนะ นี่จะเป็นคำขอร้องครั้งสุดท้ายในชีวิตของฉัน… เธอ… เอาเขาออกเถอะนะ”
คำพูดนั้นเหมือนสายลมเย็นเฉียบพัดเข้าห้อง
สีหน้าและน้ำเสียงของเอวาราเปลี่ยนไปทันทีเมื่อได้ยินคำว่า ‘เอาเขาออก’
“มินตรา! เธอไม่เคยมีลูก…เธอจะเข้าใจอะไร กับสิ่งที่ฉันรู้สึกตอนนี้!”
มินตรารู้ทันทีว่าเธอพลาดที่พูดคำนั้นออกไป
“เอวา…ฉันขอโทษ…
“ฉันไม่น่าทำให้เธอต้องเสียความรู้สึกกับคำนั้น แต่ฉัน…
“ไม่อยากสูญเสียเธอทั้งคู่ไปพร้อมกัน อย่างน้อย… ถ้าสูญเสียเขา แล้วเธอยังอยู่ เราจะสามารถทำอะไรได้ต่อจากนั้นนะ เอวา…”
มินตรามองหน้าเพื่อน
เธอรู้ดีว่า การจะโน้มน้าวจิตใจเพื่อนคนนี้ได้ มีทางเดียวเท่านั้น คือการใช้ ‘ตรรกะ’
เธอสูดลมหายใจอีกครั้งก่อนจะพูดว่า
“เอวา…ฟังฉันนะ”
เธอยื่นมือไปกุมมือเพื่อน แล้วกล่าวต่อ
“เธอเคยสอนฉันให้คิดแบบตรรกะเชิงไบนารี่ จำได้ไหม?”
มินตราสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“…ถ้า 0-0 คือเธอจากไปพร้อมลูก,
“0-1 คือเธออยู่แต่เสียลูกไป,
“1-0 คือลูกมีชีวิตอยู่แต่เธอจากไป,
“และ 1-1 คือทั้งเธอและลูกได้อยู่ด้วยกัน…”
เธอเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวต่อด้วยเสียงเบาลงแต่ชัดเจน
“แต่มันมีความชัดเจนจากแพทย์แล้วว่า… เราอาจต้องสูญเสียเขาไป… ดังนั้น หากเรามีทางเลือก
“เราควรเลือกเงื่อนไข 0-1 เพื่อให้เธอยังคงอยู่ เพื่อยังมีชีวิต มีอนาคต เพื่อคนที่รักเธอทุกคน…เอวา…”
เอวาราเงียบไปครู่หนึ่ง
ดวงตาเธอนิ่งสงบ แต่ละหยดน้ำตาค่อย ๆ เริ่มไหล
เธอขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่และมั่นคงที่สุดที่มินตราเคยได้ยิน
“มินตรา…
“ถ้ามันจะต้องเป็นประพจน์นั้น แล้วถ้าฉันจะต้องเลือก…”
เธอก้มลงมองหน้าท้องตัวเองเบา ๆ
แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อนด้วยแววตาที่แน่วแน่ที่สุดที่มินตราเคยเห็นมาเช่นกัน
“ฉันจะเลือก 0-0 นั่นหมายถึง…
“ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ มีความหมายสำหรับฉันแล้ว หากมันจะต้องเป็นอย่างนั้น!”
ทั้งคู่โผเข้ากอดกัน…
น้ำตาแห่งเยื่อใยความเป็นเพื่อนหลั่งไหลออกมา
บรรยากาศในห้องคุกรุ่นไปด้วยความเศร้าอันลึกซึ้ง ที่คำใด ๆ … ก็ไม่อาจบรรยายได้…