“เราสามารถทำเป็นโซฟาได้ด้วยนะคะ ถ้าคุณทำนั่งพร้อมกันหลายคน”

น้ำเสียงเธอฟังดูร่าเริงอย่างเป็นธรรมชาติ จนเมธัสอดหัวเราะตามไม่ได้

เขายังจ้องเก้าอี้นั่นอย่างไม่เชื่อสายตา แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

เพียงชั่วพริบตา

เก้าอี้ตัวนั้นก็ค่อย ๆ หดตัวกลายเป็นพื้น ราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน

“ทีนี้คุณก็มีเก้าอี้นั่งแล้วใช่ไหมคะ”

น้ำเสียงของเธอดังขึ้นอีกครั้ง … นุ่ม และอบอุ่นเหมือนคนที่เพิ่งยื่นหมอนใบโปรดให้

เมธัสยังทำหน้างงไม่หาย

เคทิสพูดต่ออย่างอ่อนโยน

“ผนังของยานจับการเคลื่อนไหวของมนุษย์ได้ค่ะ…มันสามารถรับรู้ความต้องการผ่านคลื่นสมองของคุณได้โดยตรง

“หรือแม้แต่ตอนที่คุณยังไม่ส่งคลื่นออกมา… แค่ท่าทางเล็กน้อย มันก็เดาได้แล้วว่าคุณกำลังจะนั่ง”

เมธัสพยักหน้าเบา ๆ อย่างคนพยายามเข้าใจ

ขณะที่สายตายังสำรวจพื้นรอบตัวด้วยความลังเล

คิ้วขมวดนิด ๆ

แววตายังไม่คลายความฉงน แต่ก็ไม่เอ่ยอะไรออกมา

เคทิสพูดต่อด้วยจังหวะเรียบมั่นคง แต่แฝงรอยภาคภูมิเล็ก ๆ

“ทั้งพื้นและผนังของยานมีคุณสมบัติคล้ายผิวหนังของมนุษย์ค่ะ…

“มันสามารถจัดรูปแบบของเนื้อเยื่อได้จากหน่วยความจำระดับเซลล์ ซึ่งบันทึกรูปทรงต่าง ๆ ไว้มากมาย

“ทั้งโต๊ะ เตียง ตู้… หรือเก้าอี้”

เมธัสอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ก่อนจะชะงัก

เขาก้มมองพื้นตรงที่เคยนั่งเมื่อครู่อย่างชั่งใจ

จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้น พลางเอ่ยช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงกึ่งจริงกึ่งแซว

“…คุณกำลังจะบอกว่า ที่ผมเพิ่งนั่งไปเมื่อกี้… มันคือเนื้องอก?

เคทิสกลั้นหัวเราะน้อย ๆ ไม่สำเร็จ แล้วตอบเสียงใสอย่างเจือแววหยอก

“จะว่าแบบนั้นก็ไม่ผิดหรอกค่ะ … ถ้านิยามว่า ‘เนื้องอก’ คือสิ่งที่เนื้อเยื่อสร้างขึ้นมาโดยไม่มีอยู่ก่อนหน้านั้น

“แล้วมันก็นูนขึ้นมารับคุณพอดีด้วยใช่ไหมล่ะคะ?”

เมธัสส่ายหน้าเบา ๆ ยังยิ้มไม่หาย

“โอเคครับ… ผมจะพยายามเรียนรู้เจ้าปลาวาฬนี้ไปเรื่อย ๆ ครับ”

เขาพูดอย่างอ่อนโยนราวกับกำลังคุยกับเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จัก

“งั้นเราไปทัวร์ห้องต่อไปกันดีกว่าค่ะ”

“ได้เลยครับ”

เขาหันหลังกลับและเดินออกจากห้อง JoyBay อย่างระมัดระวัง ก่อนจะชะงักเล็กน้อยที่กรอบประตู

แล้วหันกลับไปมองข้างในอีกครั้ง เหมือนต้องการแน่ใจว่า…

จะไม่มีอะไรโผล่ขึ้นมาจากพื้นอีก

‘เงียบดี โล่ง แต่…น่าจะมีเซอร์ไพรส์อีกเยอะ’ เขาคิดในใจ

เมธัสหันไปมองห้องสีขาวล้วนฝั่งตรงข้าม JoyBay แล้วชี้เบา ๆ พร้อมเอ่ยถาม

“แล้วห้องตรงข้ามนี่ล่ะครับ?”

เสียงของเคทิสดังขึ้นอย่างร่าเริงในหัวเขา

“ห้องนั้นคือ SweetBar ค่ะ”

เขาเลิกคิ้วพลางหัวเราะในลำคอ

“ห๊ะ… บาร์หวาน?

“อื้ม เป็นห้องสำหรับทานอาหารค่ะ”

น้ำเสียงของเธอฟังดูขำเล็กน้อย

“ในห้องจะมีโต๊ะรูปเกือกม้า สามารถนั่งได้ทั้งสองฝั่ง เราเลยเรียกมันว่า ‘บาร์’ ”

เมธัสยังคงยิ้มขำ แต่แววตาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความสนใจ

“แล้วทำไมถึงต้อง ‘หวาน’ ด้วยล่ะครับ?”

“คำว่าหวานของเรา หมายถึง ‘อร่อย’ ค่ะ”

เสียงของเธอแฝงรอยยิ้มจนเขารู้สึกได้ แม้จะมองไม่เห็น

“เราไม่ตั้งชื่อสิ่งต่าง ๆ ตามลักษณะ… แต่ตั้งตามความรู้สึก การกินอาหารแล้วได้รสชาติอร่อย ก็คือ ‘หวาน’ นั่นแหละค่ะ”

เมธัสไม่ทันได้ตอบ เขาอดหัวเราะเล็ก ๆ อย่างเข้าใจ แล้วเดินผ่านช่องประตูทรงรีที่ไม่มีบานประตู

ทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในห้องนั้น —

โต๊ะทรงเกือกม้าสีขาวเหมือนพื้นห้อง ค่อย ๆ งอกขึ้นจากพื้นราวกับถูกเสกโดยพลังล่องหน

มันโผล่ขึ้นอย่างนุ่มนวล ไร้เสียง เส้นโค้งเรียบลื่นดั่งผิวหนังของสิ่งมีชีวิตที่หายใจได้

เมธัสหยุดก้าวโดยอัตโนมัติ ราวกับกลัวว่าจะเหยียบอะไรผิด

เขาเดินเข้าไปใกล้ ยื่นมือแตะโต๊ะเบา ๆ

ปลายนิ้วไล้ไปตามขอบโค้งอย่างไม่อยากเชื่อว่า

มันเพิ่ง ‘เกิดขึ้น’ ต่อหน้า

“แล้วอาหาร… มาจากไหนเหรอครับ?” เสียงของเขาดังขึ้นเบา ๆ ขณะยังลูบไล้ไปตามผิวโต๊ะ

อาหารและน้ำ — ยานจะเป็นตัวสร้างให้เราทั้งหมดค่ะ

คำตอบนั้นเรียบง่ายจนน่าตกใจ

เมธัสหันขวับมา

มองรอบความโค้งของห้อง เหมือนกำลังค้นหาห้องครัวหรือช่องเก็บเสบียง

แต่มันว่างเปล่า…

ยาน… สร้าง ‘อาหาร’ กับ ‘น้ำ’ ให้?

เขาทวนคำช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงของคนที่กำลังจะถูกทุบความเชื่อทั้งหมดทิ้ง



“ใช่แล้วค่ะ”

น้ำเสียงของเธอไม่ใช่การโอ้อวด หากแต่เต็มไปด้วยความภูมิใจอย่างสงบ

“หลักการของยานนี้คือ…

“มันจะกินสสารทุกชนิดที่ลอยอยู่ในอวกาศ ไม่ว่าสสารนั้นจะเล็กจิ๋วเพียงใด หรือใหญ่พอที่ปากของยานจะกลืนได้

“เราเรียกสสารเหล่านั้นว่า PlanktoMatter ค่ะ”

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย

แพลงก์โต… แมตเทอร์?

“ใช่ค่ะ…

“พวกมันจะถูกดูดเข้าไปทางปากของยาน ซึ่งเราเรียกว่า PlanktoWay

“จากนั้นจะถูกส่งไปเก็บไว้ที่ PlanktoStock บริเวณท้องของยาน

“เพื่อรอการย่อยและดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตของยานเอง”

เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนพูดต่ออย่างมั่นใจ

“จากตรงนั้น…

“สารอาหารจะเข้าสู่ระบบแปลงที่เปรียบเสมือน ตับ ของยาน

“มันจะแปลงสสารเป็นพลังงานและสารอาหาร

“แล้วจ่ายออกมาในรูปแบบของ ‘อากาศ อาหาร และน้ำ’ สำหรับลูกเรือที่อยู่ในยานค่ะ”

เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยอย่างนุ่มนวล

“มันไม่ใช่แค่ยานหรอกนะคะ…

“แต่มันคือ สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่แหวกว่ายไปในห้วงอวกาศ

“และในทุกการว่าย —

“มันจะ ‘กลืน’ อะไรบางอย่างเสมอ… เหมือน ปลาวาฬ ที่อ้าปากว่ายผ่านฝูงแพลงก์ตอน

“แต่ปลาวาฬตัวนี้… มันว่ายผ่าน ‘ฝุ่นอวกาศ’, ‘เศษดาว’, หรือแม้แต่ ‘มวลแปรสภาพ’ ที่เรามองไม่เห็น”

เมธัสนิ่งงันไปชั่วครู่ ราวกับเพิ่งเข้าใจอะไรบางอย่างที่ลึกกว่าคำพูด

สายตาเขากวาดมองโต๊ะบาร์อีกครั้ง —

ตอนนี้มันดูเหมือนไม่ใช่แค่วัตถุ

แต่มันคือ…

‘ผลผลิตของชีวิต’ ในรูปแบบใหม่

“มันน่าทึ่งมากเลยนะครับ…”

เขาพึมพำเหมือนหลุดไปในห้วงความคิดของตัวเอง

“แล้ว…

“ยานรู้ได้ยังไงครับว่าต้องปล่อยออกซิเจนเท่าไหร่?”

เขาหันกลับมา

“แล้วเรื่องแรงดันอากาศกับแรงโน้มถ่วงนี่… ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย”

เสียงของเคทิสนุ่มลงในจังหวะที่ดูจะชื่นชมเขา

“คุณถามดีมากค่ะ”

แล้วเธอก็อธิบายอย่างใจเย็น

“ยานจะใช้ชีพจรจาก HeartbeatCore ในการควบคุม ‘แรงโน้มถ่วง’ ค่ะ

“ส่วน ‘แรงดันอากาศ’ … จะถูกควบคุมด้วยเยื่อชีวะพิเศษที่ห่อหุ้มเซลล์ในแต่ละส่วนของยาน

“เยื่อนั้นจะสั่นพ้องกับจังหวะการหายใจของผู้โดยสาร เพื่อรักษาความดันให้เหมาะสมที่สุด”

เมธัสเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีก

“แล้ว… ยานรู้ได้ยังไงว่า ‘เหมาะสม’ สำหรับร่างกายแบบผม?”

“มันบันทึกค่าทุกอย่างไว้ตั้งแต่คุณยังอยู่บนพื้นโลกของคุณค่ะ”

เธอพูดเรียบ ๆ แต่เสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ

ค่าความดัน อุณหภูมิ แรงโน้มถ่วง ทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับมนุษย์

“จะถูกจำลองขึ้นใหม่บนยานลำนี้ทันที

“และยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาหากคุณมีการเปลี่ยนแปลงค่ะ”

เมธัสพยักหน้าเล็กน้อย

ดวงตาของเขาไม่ได้จ้องอะไรเป็นพิเศษ แต่เขากำลังจมอยู่กับบางอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นในหัว

บางสิ่งที่บอกเขาว่า…

เขาไม่ได้อยู่ในยานอวกาศ

แต่กำลัง อาศัยอยู่ในห้วงอวกาศชีวิต …


หน้า: 1 2 3 4 5