พันธุกรรมรักนิรันดร์ | บทที่ 8 ลิขิตอีฟแห่งมิวเทชันของสายพันธุนิรันดร์


เขา…พันธุกรรมอมตะที่ถูกกำหนดให้มีคู่ได้เพียงหนึ่งเดียว เธอ…นักพันธุศาสตร์ผู้ไขปริศนาความเป็นอมตะผ่าน ‘เลือด’— สู่บทพิสูจน์ความรักข้ามสายพันธุ์ที่เดิมพันด้วยชีวิต เมื่อเงื่อนไขของการเป็นอมตะคือ ต้องมีรักแท้ต่อกันเท่านั้น

พันธุกรรมรักนิรันดร์ | Eternal Love Genetics

บทที่ 8 ลิขิตอีฟแห่งมิวเทชันของสายพันธุนิรันดร์


ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีสุดสายตา

สายลมพัดพา ดอกไม้ป่านานาสีเอนพลิ้วตามจังหวะของธรรมชาติ

เส้นทางเลียบเนินเขาคดเคี้ยวตัดผ่านแนวเทือกเขาไรน์

ท้องฟ้ากว้างใหญ่เผยสีฟ้าสดใส แต่งแต้มด้วยปุยเมฆบางเบา

เสียงจักรยานสองคันแล่นผ่านอย่างสดใส

พันธุกาลปั่นจักรยานนำหน้า เอวาราซ้อนอยู่ด้านหลัง แนบใบหน้าเข้ากับแผ่นหลังของเขา มือเรียวโอบเอวเขาไว้แน่น เหมือนไม่อยากให้ช่วงเวลานี้หลุดลอยไป

ถัดไป ธาวินกำลังขี่จักรยานอีกคัน พร้อมด้วย มินตราที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง พร้อมเสียงหัวเราะร่าเริงที่ดังลั่นทุ่ง

มินตรายื่นหน้าเข้าไปกระซิบใกล้หูธาวิน พร้อมชี้ไปด้านหน้า 

“นี่เธอ ดูคู่นั้นสิ สวีทสุด ๆ เหมือนในซีรีส์เกาหลี นางเอกซ้อนจักรยานพระเอก เอาแก้มซบหลังตลอดทางเลย!”

ธาวินหันมายิ้มกว้าง ยกคิ้วอย่างกวน ๆ 

“เธอก็ทำกับเราแบบนั้นก็ได้นี่ คิดว่าเราเป็นกงยุนแล้วกัน”

มินตราเบะปากทันที พลางแกล้งทำจมูกย่น

“แหวะ เธอนี่นะ กงยุน…กงแย้ล่ะไม่ว่า!”

เสียงหัวเราะดังสนั่นจากธาวินจนหัวสั่นหัวคลอน “ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”

จักรยานเริ่มสั่นตามแรงหัวเราะ มินตรารีบตบไหล่เขาเบา ๆ

“นี่เธอขี่ดี ๆ สิ ไหนบอกเริ่มขี่ตั้งแต่สมัย ร.6”

ธาวินหันมายิ้มหลิ่วตา 

“ก็ตั้งแต่มีรถยนต์เข้ามา เราก็ไม่ได้ขี่จักรยานอีกเลย! มันก็มีลืม ๆ กันมั่ง ฮ่า ๆ ๆ! จับดี ๆ นะ”


ด้านหน้าคู่ของพันธุกาลและเอวาราถูกโอบล้อมด้วยเสียงลมหายใจและความเงียบสงบ ระยะทางเหมือนถูกยืดออกด้วยคำพูดคำหนึ่ง

เอวาราพูดเสียงแผ่วเบาพร้อมรอยยิ้มที่มาจากหัวใจ

“คุณคะ…”

พันธุกาลหันหน้ากลับมาเล็กน้อย เสียงนุ่มลึก

“หืม…คุณมีความสุขไหมครับ…ที่รัก”

เอวาราซุกใบหน้าแน่นกว่าเดิม โอบเขาแน่นขึ้น

“อากาศที่นี่ดีมากเลยนะคะ ฉันอยากกอดคุณแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่อยากปล่อยเลย…”

เสียงของพันธุกาลต่ำแต่นุ่มละมุน มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย

“แค่เสียงคุณพูดแบบนี้…ก็ทำให้ผมอยากพาคุณไปให้สุดขอบฟ้าแล้ว”

เอวารากระซิบแนบแผ่นหลังเขา เสียงเปี่ยมด้วยความรู้สึก

“แม้แต่ลมหายใจตอนนี้ ฉันก็อยากให้มันช้าลง…เพื่อให้เวลานี้ยาวขึ้นอีกหน่อย…”

พันธุกาลจับแฮนด์แน่นขึ้นเล็กน้อย หัวใจของเขาเต้นช้าลง รับจังหวะล้อที่เริ่มหมุนแผ่วเบาลง

“แล้วเราจะปั่นช้าลงอีกก็ได้นะ…ถ้าคุณอยากให้เวลานี้ยาวนานขึ้น”

เอวาราขยับนิ้วเบา ๆ ไปตามจังหวะลมหายใจของเขา แล้วกระซิบอ่อนโยน

“ไม่ใช่แค่เวลานี้…แต่ทุก ๆ วินาทีที่อยู่กับคุณ ฉันอยากให้มันช้า ๆ แบบนี้ตลอดไป…”

ล้อจักรยานหมุนช้าลง เสียงลมพัดผ่านเบา ทุกอย่างเหมือนถูกดึงเข้าสู่ห้วงเวลาที่ไม่มีใครอยากให้จบลง

เอวาราเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองเส้นขอบฟ้าที่เปิดกว้าง

“คุณรู้ไหม…ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน…”

พันธุกาลค่อย ๆ ชะลอและหยุดจักรยาน ยกเท้าแตะพื้นเบา ๆ สายตาจับจ้องภาพทุ่งดอกไม้ที่พลิ้วไสว

“ถ้าเป็นความฝัน…ผมขอให้เราตื่นมาพร้อมกันทุก ๆ เช้าเลยนะ”

เอวาราหันมามองเขาอย่างช้า ๆ น้ำเสียงอ่อนหวานแต่จริงจัง

“สัญญานะ…ไม่ว่าจะเป็นความฝันหรือความจริง ฉันจะไม่มีวันปล่อยมือคุณเด็ดขาด”

พันธุกาลยื่นมือมากุมมือเธอไว้แน่น นิ้วที่เกี่ยวกันส่งผ่านความรู้สึกมั่นคงและอ่อนโยน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาสื่อความหมายชัดเจน

 “มือนี้…ผมจะไม่มีวันปล่อยให้หลุดออกไปจากชีวิตของผม ตลอดกาล”

ลมเย็นพัดผ่านอีกระลอก ดอกไม้รอบตัวพลิ้วไหวตามจังหวะ ราวกับธรรมชาติกำลังล้อมวงอวยพรให้กับคำสัญญานี้…ไปชั่วนิรันดร์



แสงอาทิตย์ยามเย็น สาดผ่านแนวต้นยูคาลิปตัส กระทบหลังคาไม้สีน้ำตาลแดงของบ้านพักตากอากาศขนาดกะทัดรัดสองหลังที่ตั้งอยู่ข้างกันอย่างลงตัว

ด้านหน้าบ้านเป็นลำธารน้ำใสไหลเอื่อย สะท้อนแสงสีทองของพระอาทิตย์อัสดงที่กำลังลาลับขอบฟ้า ผสานเข้ากับแสงอุ่นจากโคมไฟสนามที่ประดับรอบบริเวณ

เสียงน้ำไหลคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะรื่นเริง และเสียงกระซิบคุยกันอย่างมีความสุข

กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารย่างลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ

บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความสุข ราวกับช่วงเวลานี้ถูกหยุดนิ่งไว้

บริเวณลานหน้าบ้าน

ชุดโต๊ะสนามตั้งอยู่ไม่ไกลจากเตาแก๊สบาร์บีคิวสแตนเลสแบบพกพา

ไฟสีส้มอบอุ่นจากหัวเตา ให้บรรยากาศเหมือนตั้งแคมป์ในเมืองหนาว โดยไม่ละเมิดกฎหมายของวาเลนสไตน์ที่ห้ามก่อไฟแบบเปิด

ธาวินยืนอยู่หลังเตา

สวมผ้ากันเปื้อนลายฮาวาย พร้อมคีมย่างที่เหน็บไว้ข้างเอว ท่าทางราวกับเชฟมือหนึ่ง

“รับเนื้อย่างสูตรอมตะไหมคร้าบบบ ทุกท่าน! หมักมา 300 ปี รอวันนี้เลยนะ!”

มินตรานั่งไขว้ขาบนเก้าอี้สนามข้าง ๆ เส้นผมปลิวไหวไปตามลมเย็น ๆ ยิ้มขำกับมุกของเขา

“พูดเหมือนเนื้อมันเก็บไว้นานขนาดนั้นแหละ ใส่ยากันบูดมากี่รุ่นแล้วล่ะเธอ?”

ธาวินยักไหล่อย่างภูมิใจ หยิบเนื้อขึ้นย่างอย่างคล่องแคล่ว

“ถ้าไม่ใส่วิญญาณแห่งความรักลงไปด้วย ก็ถือว่าไม่ผ่านนะคร้าบบบ”

เสียงหัวเราะดังขึ้นจากทุกทิศ

เอวารานั่งพิงพันธุกาลอยู่ข้างโขดหินริมลำธาร พร้อมจิบชาร้อนจากถ้วยเซรามิกสีขาว

“บาร์บีคิวแบบไม่ต้องก่อไฟนี่ก็ดีเหมือนกันนะคะ…สะอาด ไม่มีกลิ่นควันติดผมด้วย”

พันธุกาลยิ้มละมุน ขยับมือไล้ผมเธอเบา ๆ

“แล้วก็มีกลิ่นหอมของคุณแทน…แบบนี้ผมชอบกว่าเยอะเลย”

มินตราเหลือบตามามอง แล้วหันไปกระซิบกับธาวิน

“นั่นแหละ ฉันว่าเราไม่ควรมองตรงไปข้างหน้าเกินสามวินาที…จะหวานจนฟันผุเอา”

ธาวินหัวเราะเบา ๆ พลางยื่นไม้เสียบเห็ดพันเบคอนให้

“รับนี่ไป สู้! เรามีอาหารเป็นอาวุธ”

ไฟจากหัวเตา สะท้อนเงาหน้าทั้งสี่คนให้ดูอบอุ่นยิ่งกว่าแสงจากโคมไฟ

เสียงจิบน้ำ เสียงหัวเราะคิกคัก สลับกับเสียง “ฉ่า” ของไขมันที่หยดลงบนตะแกรงย่าง

สายลมเย็นพัดโชยมาต่อเนื่อง กลิ่นไม้หอมจาง ๆ จากป่าเบื้องหลังเจืออยู่ในอากาศ

เวลาค่อย ๆ ไหลผ่านไปอย่างไม่เร่งรีบ เหมือนทั้งสี่คนลืมโลกภายนอกไปชั่วครู่…

ลืมว่าพรุ่งนี้ต้องกลับไปทำอะไร…มีเพียงเสียงลำธาร เสียงหัวใจ และรอยยิ้มที่แบ่งปันกันบนโต๊ะสนามใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น


หน้า: 1 2 3 4 5 6