เอวาราเดินกลับมายังแท่นนำเสนอ
ปลายนิ้วแตะบนหน้าจอเบา ๆ ภาพจำลอง 3 มิติขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นกลางห้อง
ฮอโลกราฟฟิกเคลื่อนไหวอย่างงดงาม ลอยเหนือโต๊ะพรีเซนต์ เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนที่สะท้อนอาบทั่วห้องพิจารณาอย่างนุ่มนวล
เธอหันหน้าไปยังคณะลูกขุนและผู้เข้าร่วม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงชัดเจนและมั่นคง
“ขออนุญาตนำเรียนต่อจากที่ดิฉันได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้นะคะ…”
เธอยืดตัวขึ้นเล็กน้อย จ้องตรงไปยังศาลด้วยแววตามุ่งมั่น
“สิ่งที่ดิฉันกำลังจะแสดงให้ทุกท่านเห็นต่อไปนี้… คือ คำอธิบายทางชีววิทยา ของกระบวนการถ่ายทอดพันธุกรรมนิรันดร์ ซึ่งดิฉันได้พัฒนาทฤษฎีขึ้นเอง ภายใต้ชื่อว่า…
“‘SGCI-I Theory’ (Somatic & Germline Conversion through ICX – Immortalization)”
ภาพบนโฮโลแกรมเปลี่ยนเป็นเซลล์ร่างกายมนุษย์แบบ 3 มิติ หมุนวนอย่างสมจริง
เสียงของเธอที่อธิบายดังขึ้นชัดเจน คล้ายการบรรยาย DET Talk ที่ตรึงทุกสายตา
“มนุษย์อมตะทุกคน มีองค์ประกอบในเลือดชนิดหนึ่ง ที่ไม่เคยถูกนิยามมาก่อนในตำราใด ๆ ดิฉันตั้งชื่อให้มันว่า ‘Eternal Cell’ หรือ ‘เซลล์นิรันดร์’
“ซึ่งมีองค์ประกอบเฉพาะคือ ICX (Immortal Conversion Xenopeptide) และภายในเซลล์นิรันดร์นี้ ยังบรรจุโมเลกุลตรวจสอบความรัก ตามทฤษฎี SAT หรือ ‘Symmetric Affection Transmission’”
[ ฮอโลแกรมแสดงโมเดลเซลล์นิรันดร์แบบขยายละเอียด ]
“ในกรณีของ มนุษย์อมตะกับมนุษย์อมตะ…”
[ ฮอโลแกรมเปลี่ยนภาพ — มนุษย์อมตะ 2 คน ยืนหันหน้าเข้าหากัน เซลล์โปร่งแสงจำนวนมากโคจรอยู่รอบตัวทั้งสอง ]
“Eternal Cell ซึ่งโดยปกติจะมีความสามารถในการรับและส่งคลื่นในรัศมีไม่เกิน 5 เมตร เพื่อตรวจจับคลื่นคู่สัญญาณ
“หากคลื่นตรงกัน จะเกิดการจูนคลื่นแบบสมมาตร กระตุ้นฮอร์โมนรักของร่างกายทั้งคู่ในระดับขีดสุด”
[ ฮอโลแกรมแสดงกราฟฮอร์โมนที่พุ่งสูงขึ้น ]
“จากนั้น ทั้งคู่จะสามารถเข้าสู่กระบวนการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติของเผ่าพันธุ์อมตะได้ค่ะ”
เธอหยุดเล็กน้อย เพื่อให้ทุกสายตาจับจ้อง
“แต่ในกรณีของ มนุษย์อมตะกับมนุษย์ปกติล่ะ เกิดอะไรขึ้น?”
[ ฮอโลแกรมเปลี่ยนภาพ — มนุษย์อมตะจับมือกับมนุษย์ปกติ เซลล์นิรันดร์พุ่งเข้าสู่ร่างมนุษย์ปกติอย่างงดงาม ]
“นี่คือแผนสำรองของธรรมชาติ เพื่อป้องกันการสูญพันธุ์ กรณีไม่สามารถจับคู่กับมนุษย์อมตะด้วยกันได้”
เธอหยุด ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ
“เหมือนกับกรณีแรกสุดในประวัติศาสตร์ — มนุษย์อมตะชายคนแรก รักมนุษย์หญิงโฮโมเซเปียนส์ และเธอรักเขาตอบ”
[ ฮอโลแกรมแสดงเซลล์นิรันดร์พุ่งเข้าสู่ hypothalamus ]
“Eternal Cell จากชายผู้นั้นเข้าสู่ร่างเธอทางเลือด ผ่านเนื้อเยื่อที่ฉีกขาดในขณะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก
“จากนั้นมันพุ่งไปยัง Hypothalamus1 ทำหน้าที่คล้ายกับ Exosome2 ผสมกับ Natural Killer Cell3
“สิ่งที่แตกต่างคือ…มันสามารถ ‘อ่านคลื่นสมอง’ และตรวจจับอัตราการปลดปล่อยฮอร์โมนรักของทั้งสองฝ่าย
“โดยเฉพาะสัญญาณสมมาตรจาก Hypothalamus และ Ventromedial Prefrontal Cortex4 ของมนุษย์ปกติ
“และจากการส่งสัญญาณมาจาก Eternal Cell ที่อยู่ในชายผู้นั้น เพื่อพิสูจน์ว่า ความรู้สึกระหว่างกันคือ ‘รักแท้’ ที่รู้สึกร่วมกันในขณะนั้น”
[ แผนภาพแสดงเส้นทางเซลล์นิรันดร์ที่วิ่งเข้าสู่สเต็มเซลล์ ]
“หากเงื่อนไขนี้ผ่าน… ขั้นตอนต่อไปคือ Eternal Cell จะเคลื่อนเข้าสู่ Stem Cell5 ในทุกอวัยวะทั่วร่างกาย รวมถึง Germline Stem Cell6
“และปล่อย ICX ซึ่งเป็นเปปไทด์พิเศษที่แทรกเข้าไปในนิวเคลียส ทำหน้าที่เป็น ‘โปรแกรมรีไรท์พันธุกรรม’ เปลี่ยนลำดับเบสของ DNA
“ให้เกิด ‘โครโมโซมคู่ที่ 24’ ขึ้นใหม่โดยสมบูรณ์”
[ ภาพโมเดล ‘โครโมโซม’ ค่อย ๆ เปลี่ยนจาก 23 คู่ → 24 คู่ ]
“เมื่อโครโมโซมคู่ที่ 24 สมบูรณ์…
“กระบวนการทั้งสอง—Somatic Regeneration7 และ Germline Reset8 จะเริ่มต้นขึ้นพร้อมกันทันที…
“Eternal Cell จะสั่งให้เซลล์เก่าเริ่มทำการ Autophagy9 และเปลี่ยนกรดอะมิโนมาใช้สร้างเซลล์ใหม่ทั้งหมด เป็นกระบวนการสร้าง’ อวัยวะ’ ของร่างกายใหม่
“ที่ไม่แก่ ไม่เสื่อม!
“และรวมถึง ‘เซลล์สืบพันธุ์’ รุ่นใหม่ และที่สร้างแล้ว ให้มีโครโมโซม 24 แท่ง พร้อมการจับคู่กับโครโมโซมของมนุษย์อมตะ!”
[ ฮอโลแกรมแสดงภาพเส้นใยสมองที่ซับซ้อนเป็นเครือข่ายเรืองแสง ]
“ในส่วนของสมอง…
“Eternal Cell จะทำการ สแกนรูปแบบการเชื่อมโยงของ Synapse10 ทั่วทั้งสมอง และจะสร้างเส้นทางการเชื่อมโยงซ้ำ ตามแบบพิมพ์เขียวเดิมทุกประการ”
[ ฮอโลแกรมแสดง Simulation เปรียบเทียบ – ร่างเดิมกับร่างใหม่ที่เป็นอมตะ ]
“ผลลัพธ์คือ ร่างกายจะถูก ‘ฟอร์แมต’ ใหม่หมด โดยยังคงรูปร่าง หน้าตา และความทรงจำไว้ครบถ้วน
“แต่ทุกเซลล์จะกลายเป็น ‘เซลล์อมตะ’ ที่ไม่เสื่อมสลาย และสามารถสืบพันธุ์แบบมีโครโมโซม 24 คู่ได้สมบูรณ์”
[ แผนภาพแสดงสมการหลักของทฤษฎี SGCI-I และ SAT ]
ICX Activation = (E_Love ∩ H_Sync) → [Epigenetic Rewrite + Chromosome-24 Encoding]
E_Love: ความรู้สึกรักของผู้ให้ (Emotional Affection)
H_Sync: คลื่นสมองสมมาตรของทั้งสองฝ่าย (Hypothalamus + Hormone Sync)
Epigenetic Rewrite: การเขียนใหม่ของพันธุกรรม
Chromosome-24 Encoding: การสร้างโครโมโซมคู่ที่ 24
เธอหยุด ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“และทั้งหมดนี้…ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเวทมนตร์ ไม่ใช่เพราะปาฏิหาริย์ หรืออภินิหารของเผ่าพันธุ์อมตะ
“แต่มันคือผลลัพธ์ของ วิวัฒนาการทางพันธุกรรม และ กลไกทางชีววิทยา ที่ผูกเข้ากับกลไกของ ‘ความรัก’ อย่างแม่นยำ…และทรงพลังที่สุด”
เธอสูดลมหายใจเบา ๆ แล้วกล่าวประโยคสุดท้าย
“และนี่ก็คือ ‘วิทยาศาสตร์’ ของ ‘ตำนานการถ่ายทอดพันธุกรรมนิรันดร์’ ที่เล่าสืบต่อกันมาหลายพันปี”
เสียงในห้องเงียบกริบชั่วขณะหนึ่ง
ทุกคนตกอยู่ในความเงียบงัน ก่อนเสียงฮือฮาและกระซิบกระซาบจะค่อย ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง
ความตื่นตะลึงปะปนอยู่ในทุกมุมห้อง
ทั้งจากมนุษย์อมตะผู้เชื่อตำนานในแบบของปาฏิหาริย์
และนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ของวาเลนสไตน์ ที่มองภาพเหล่านี้ด้วยดวงตาเป็นประกายราวกับได้เห็นจุดเปลี่ยนของโลก
เสียงค้อนไม้กระทบลงบนแท่นพิพากษา
“โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก!”
ผู้พิพากษากล่าวเสียงหนักแน่น
“ศาลขอความสงบ!” เสียงของเขาก้องสะท้อนไปทั่วห้อง
“ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบและเคารพกฎระเบียบของศาล!”
บรรยากาศในห้องที่เคยเต็มไปด้วยเสียงกระซิบและการวิพากษ์วิจารณ์ ค่อย ๆ สงบลง
ทุกสายตาหันกลับไปยังแท่นพิพากษาด้วยความเคร่งขรึม
ผู้พิพากษากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ศาลทราบดีว่า โจทก์เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญถึงขั้นสามารถเปลี่ยนตำนานเก่าแก่หลายพันปีให้กลายเป็นทฤษฎีทางชีววิทยาได้
“แต่โจทก์เองก็ย่อมรู้ว่า ทฤษฎีนี้ยังไม่เคยมีการพิสูจน์ให้เห็นจริง เพราะตลอดประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์นิรันดร์ ไม่เคยมีบันทึกใดยืนยันว่า
“มนุษย์ธรรมดาสามารถรับพันธุกรรมนิรันดร์จากมนุษย์สายพันธุ์เราได้!”
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง
ก่อนจะมีเสียงหนึ่งตระโกนขึ้นมา
“งั้นลองถ่ายทอดพันธุกรรมกันเลยดีไหม? จะได้รู้ว่าตำนานจริงหรือเปล่า!”
อีกเสียงเสริม
“ใช่! ให้เห็นกันจะ ๆ ไปเลย!”
เอวาราถอนหายใจเบา ๆ เธอมองไปรอบห้องที่เริ่มปั่นป่วน
ดวงตาเหลือบไปมองพันธุกาล ที่นั่งอยู่ในคอกโจทก์
ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมและแสดงถึงความหนักใจอย่างเห็นได้ชัด
ทันใดนั้น…
เสียงประตูห้องพิจารณาคดีค่อย ๆ เปิดออก
ทุกสายตาหันไปมอง
สุภาพสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง ก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม
เธอสวมชุดยาวสีขาวนวล ตัดเย็บจากผ้าไหมคุณภาพสูง ลายลูกไม้ประดับอย่างประณีต
ผ้ามัสลินสีงาช้างบางเบาคลุมหน้าไว้อย่างลึกลับ แต่ยังเผยร่องรอยความงดงามบนใบหน้า
เธอก้าวเข้ามาช้า ๆ
แล้วหยุดตรงหน้าบัลลังก์ผู้พิพากษา ราวกับทุกการเคลื่อนไหวมีความหมาย
สุภาพสตรีผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและดังกึกก้องไปทั่วศาล
“ตำนานนี้เป็นจริง และผู้หญิงคนนี้พูดถูกต้องทุกประการ…
“มนุษย์ธรรมดากับมนุษย์นิรันดร์สามารถมีรักแท้ระหว่างกันได้ และพันธุกรรมก็สามารถถ่ายทอดได้ หากทั้งสองฝ่ายรักกันอย่างแท้จริง”
ผู้พิพากษาย้อนถามด้วยความสงสัย
“คุณคือใคร? และเข้ามาในห้องพิจารณานี้ได้อย่างไร?”
สุภาพสตรีผู้นั้นยิ้มบาง ๆ
“ฉันก็คือบุคคลในรูปนี้ยังไง!”
เธอชี้ไปยังภาพวาดหญิงสาวบนผนังเหนือบัลลังก์ผู้พิพากษา
ก่อนจะค่อย ๆ ดึงผ้ามัสลินที่คลุมหน้าออก
เสียงฮือฮาดังสนั่นทั่วห้อง
ผู้พิพากษาเอี้ยวตัวไปข้างหลังอย่างช้า ๆ แหงนหน้าขึ้นมองภาพวาดของปฐมกษัตริย์และปฐมราชินีที่ประดับอยู่เหนือบัลลังก์
แล้วหันกลับมามองสุภาพสตรีผู้นั้นอีกครั้ง พลางพึมพำเบา ๆ ด้วยแววตาที่ตกตะลึง
“พระเจ้า!…หน้าเหมือนกันเป๊ะ…”
สุภาพสตรีผู้นั้นกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความหนักแน่น
“ชายในรูปนี้…” เธอชี้ไปยังรูปปฐมกษัตริย์เมื่อสองพันปีก่อน
“คือผู้ที่ฉันรัก และเขาก็รักฉัน ฉันเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่เพราะความรักของเรา…เขาได้ถ่ายทอดพันธุกรรมนิรันดร์ให้ฉัน
“นั่นคือเหตุผลที่ฉันยังคงยืนอยู่ตรงนี้…ในวันนี้!”
ในขณะนั้น…เจ้าหน้าที่ศาลเดินเข้ามา พร้อมผลตรวจสอบเลือดของสุภาพสตรีผู้นั้น ส่งให้ผู้พิพากษาตรวจสอบ
ผลปรากฏชัดเจน
ในเลือดของเธอมีทั้ง ‘ยีนมนุษย์ปกติ’ และ ‘ยีนมนุษย์นิรันดร์’ ผสมกันอยู่!