บนสนามหญ้าเลียบลำธาร ทั้งสี่คนนั่งล้อมวงกันบนผ้าปูปิกนิกสีขาวสะอาด

ลำธารน้ำใสไหลเอื่อย สะท้อนแสงอาทิตย์อัสดงที่กำลังลาลับขอบฟ้า

เสียงน้ำไหลคลอเคล้าไปกับเสียงลมเย็นที่พัดมาเป็นระยะ

เอวารามองไปรอบตัว สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้า

“บ้านสองหลังนี้ วิวดีมากเลยนะคะ”

เธอพูดเบา ๆ ราวกับจะกลืนไปกับเสียงลม

พันธุกาลยิ้มบาง หันมองเธอ

“เรามีสิทธิ์ถือครองที่ดินที่นี่เพราะเราถือสัญชาติวาเลนสไตน์ ของผมหลังนึง ของธาวินอีกหลังนึง…แต่ก็ได้มาเท่านี้ล่ะครับ

“ประเทศนี้เล็กมาก ประชากรไม่ถึงสี่หมื่นคน…มีอัตราส่วนของมนุษย์อมตะต่อมนุษย์ปกติอยู่ที่ 1:100”

ธาวินหยิบขวดน้ำแร่ขึ้นจิบ แล้วกล่าวเสริมขึ้น

“พวกอมตะส่วนใหญ่ทำหน้าที่ปกครองและตุลาการ ดูแลมนุษย์อมตะทั่วโลก รับคำสั่งตรงจากกษัตริย์กับราชินี ซึ่งก็เป็นอมตะเหมือนกัน”

เขาวางขวดน้ำแร่ลง ก่อนเสริมต่อ

“แต่จะครองราชย์ได้แค่สามสิบปี หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ ไม่ให้โลกสงสัยว่าไม่แก่ซะที

“เมื่อลงจากราชบัลลังก์แล้ว ก็ไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบายท่ามกลางแมกไม้และสายธารของวาเลนสไตน์”

เอวาราถามต่อด้วยความสนใจ

“แล้วเศรษฐกิจล่ะคะ?”

ธาวินหัวเราะในลำคอ

“ก็รวยเละจากเงินฝากของมนุษย์อมตะทั่วโลกไงครับ ไม่มีใครกล้าเอาเงินไปไว้ที่อื่นหรอกครับ ธนาคารที่นี่เปิดมาเป็นร้อยปีแบบไม่เคยปิด

“คุณจะฝากเงินเป็นร้อยปีเลยก็ไม่มีปัญหา แถมดอกเบี้ยดีอีกต่างหาก” เขายักไหล่นิด ๆ แล้วเสริมเสียงต่ำ

“แต่นั่นก็มักถูกประเทศเพื่อนบ้านกล่าวหาว่าที่นี่รับฟอกเงินเป็นประจำ”

พันธุกาลวางแก้วไวน์ลงอย่างนุ่มนวล

“มนุษย์อมตะที่ลงทะเบียนเป็นพลเมือง จะต้องมาอัปเดตสถานะทุกสิบปีครับ…ซึ่งพรุ่งนี้ ผมเองก็ต้องไป เพราะใกล้ครบกำหนดแล้ว” เขาหันไปหาเอวารา ยิ้มอ่อนโยน

“คุณไปด้วยกันไหมครับ ผมอยากพาคุณไปเดินเล่นในเมืองหลวงของเราด้วย…เมืองเวลร่า”

เอวาราพยักหน้า พลางกอดแขนเขาแน่น

“ฉันรักประเทศนี้จัง…”

เธอพูด พลางทอดสายตาไปยังทิวเขาที่ไกลสุดตา

“เงียบ สงบ และมีเสน่ห์แปลก ๆ”

พันธุกาลยิ้มอบอุ่น

“คุณอยากมาเมื่อไหร่ก็บอกผมเลยนะครับ ที่รัก…” เขากระซิบเสียงนุ่ม ก่อนก้มลงจูบหน้าผากเธออย่างแผ่วเบา

มินตราหันไปเขย่าแขนธาวิน

“แล้วฉันล่ะ? จะได้มาเที่ยวกับเธอบ่อย ๆ แบบนี้บ้างไหม?”

ธาวินยักคิ้วกวน ๆ

“ถ้าเธอทำตัวดี ๆ ล่ะก็…เราจะพามาเรื่อย ๆ เลย”

มินตราแกล้งเบ้ปาก

“อะไรเนี่ย! แล้วที่ผ่านมา ฉันไม่ดีตรงไหน!?!”

ธาวินหันมายิ้มกว้าง

“เธอดีหมดทุกอย่าง…เสียอยู่อย่างเดียว”

“อะไร?”

มินตราขมวดคิ้ว รอฟังคำตอบ

ธาวินหัวเราะเสียงดัง

“เธอดีเกินไป”

“นายวิน 500!!”

มินตราตบไหล่เขาไปหนึ่งพลั่วใหญ่

เสียงหัวเราะของทั้งสี่คนดังสะท้อนไปในอากาศยามค่ำ

เหนือศีรษะ…ดาวระยิบเต็มฟากฟ้า ราวกับจะเป็นพยานให้กับค่ำคืนที่แสนเรียบง่าย… แต่เปี่ยมด้วยความสุข…ที่สุดในโลก



กลางดึก — บ้านไม้ริมธารของธาวิน

เสียงลมแผ่วเบาพัดผ่านหน้าต่างไม้เก่า ราวกับกล่อมโลกให้ผ่อนคลายลงสู่ความนิ่งสงัด

มินตราขยับตัวบนฟูกนุ่ม ลืมตาขึ้นช้า ๆ ท่ามกลางความมืดสลัว

เธอหันไปมองรอบห้อง แต่ไม่เห็นธาวินอยู่ในบ้าน

มินตราขมวดคิ้ว ลุกขึ้น คว้าเสื้อคลุมขนหนูมาสวมก่อนเดินออกมานอกบ้าน

อากาศยามดึกเย็นเฉียบจนไหล่เธอห่อโดยไม่รู้ตัว

เธอกวาดสายตามองไปรอบสนามหญ้าที่ล้อมรอบบ้านไม้หลังนี้ …

เงาร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งกอดเข่าอยู่ริมลำธาร

เบื้องหน้าเขาคือดาวพร่างเต็มท้องฟ้า เหมือนเขากำลังนั่งฟังเสียงของโลกเงียบ ๆ เพียงลำพัง

มินตราอมยิ้มทันที

‘หนก่อนเราโดนแกล้ง…คราวนี้ต้องเอาคืนให้เข็ด’

เธอย่องเท้าเบา ๆ ไปทางด้านหลังเขา

เท้าเปล่าเหยียบลงบนหญ้านุ่มชื้น เสียงใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้ายังไม่อาจปลุกเขาจากภวังค์

เธอโน้มตัวลงใกล้หลังเขา สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด

“วู้ววววววววววว!!!”

“เฮ้ยยยยยยยย!!!”

ธาวินกระโดดลั่นราวกับโดนสายฟ้าฟาด

มินตราหัวเราะลั่น น้ำตาเล็ดกับท่าทางตกใจจนขาสั่นของเขา

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ หน้าเธอตอนนี้นี่มัน priceless!”

ธาวินหันมาทำหน้ายุ่ง แต่ก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

“เธอนี่มัน…แสบได้โล่!”

เสียงหัวเราะของเธอยังดังอยู่ ขณะที่นั่งลงข้างกัน มองฟ้ากว้างที่ยังคงสาดแสงดาวเป็นเพื่อนทั้งคู่…

. ݁₊ ⊹ . ݁ ⟡ ݁ . ⊹ ₊ ݁ ⊹ . ݁ ⟡ ݁ . ⊹ ₊ ݁.

“ดาวสวยดีนะ เธอว่ามั้ย?” มินตราเงยหน้ามองกลุ่มดาวพร่างที่เต็มท้องฟ้า

บรรยากาศกลับมาเงียบลงอีกครั้ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะเอ่ยขึ้น ด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก

“มิน…เราขอถามอะไรอย่างหนึ่งได้ไหม?”

มินตรายิ้มบาง ๆ พลางตอบ

“ว่ามาสิ ถ้าไม่ถามเรื่องน้ำหนัก ฉันตอบหมด”

ธาวินทำหน้าจริงจัง จนมินตราที่กำลังจะขำ ต้องหยุดนิ่ง แล้วมองตาธาวิน ที่เหมือนกำลังจะบอกความในอะไรบางอย่าง

ธาวินพูดช้า ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึก

“ถ้าวันหนึ่ง…เธอรู้ว่าคนที่อยู่ข้าง ๆ เธอ จะไม่มีวันรักเธอได้เลย…เธอยังอยากอยู่กับเขาไหม”

คำถามนั้นล่องลอยอยู่ในอากาศ ท่ามกลางแสงดาวและเสียงของสายน้ำ

มินตราเบือนสายตามองไปทางท้องฟ้า เหมือนใช้มันบังดวงตาตัวเองไม่ให้สั่นไหว

เธอพูดเสียงเบา

“เธอกำลังพูดถึงตัวเองใช่มั้ย วิน”

ธาวินพยักหน้าช้า ๆ แล้วหันมาสบตาเธอ

“เราไม่อยากเสียเธอไป…แม้เราจะไม่สามารถให้ความรู้สึกรักกับเธอได้ เราก็ยังอยากให้เธออยู่ …มันเห็นแก่ตัวใช่มั้ย”

มินตรานิ่งอยู่นาน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่

“ถ้ามันคือการได้อยู่กับใครสักคน ที่แม้จะไม่รักเรา แต่เขาจะไม่จากเราไปไหน… ฉันยอม”

เธอหัวเราะเบา ๆ คล้ายกำลังกลืนบางอย่างที่ติดอยู่ในลำคอ

“เพราะรู้มั้ยวิน?

“ฉันเคยรักคนที่บอกรักฉันทุกวัน…แต่สุดท้ายเขาก็จากฉันไปง่าย ๆ แบบไม่มีเหตุผล… อย่างน้อยเธอ… จะอยู่กับฉันจนถึงวันที่ฉันจากไปใช่ไหม?”

ธาวินพยักหน้าเบา ๆ สายตาของเขาสะท้อนประกายเศร้าลึกที่ไม่มีคำพูดใดอธิบายได้

“เราขออยู่กับเธอ…ในแบบที่เราสามารถให้ได้ แม้มันจะไม่มีคำว่ารัก…แต่เราจะไม่ปล่อยมือเธอ จนถึงวันสุดท้ายของเธอ”

มินตรายิ้ม…ยิ้มทั้งน้ำตา และตอบด้วยเสียงที่แทบจะกระซิบ

“งั้นฉันจะอยู่กับเธอ…จนถึงวันที่เธอเจอคนที่ทำให้หัวใจเธอเต้นอย่างที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน… แล้ววันนั้น…ฉันจะเดินออกไปเอง”

𓂃 𓂃𓂃 𓂃𓂃 𓂃𓂃 𓂃

เหมือนสายน้ำกำลังหยุดไหล เหมือนโลกทั้งใบปล่อยให้ผู้หญิงคนหนึ่ง กอดผู้ชายที่ไม่ได้รักเธอ และรู้ว่า…

นี่แหละ ความรักแบบที่ไม่ต้องการให้รักกลับ


หน้า: 1 2 3 4 5 6